24มิ.ย.2555 แหล่งข่าวจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี(สลค.) เปิดเผยว่า ขณะนี้กระทรวงการต่างประเทศยังไม่มีการเสนอวาระที่องค์การนาซา ของประเทศสหรัฐอเมริกา จะขอใช้สนามบินอู่ตะเภาเข้ามายังสลค.เพื่อบรรจุเข้าไปวาระในการพิจารณาในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) รวมทั้งวาระที่มีการเสนอเข้ามาในขณะนี้ก็ยังไม่มีวาระที่เป็นของกระทรวงการต่างประเทศเลย
ส่วนจะมีการเสนอเข้ามาหรือไม่นั้นยังไม่ทราบเพราะเป็นเรื่องของหน่วยงานที่จะเสนอเข้ามาเพราะสลค.มีหน้าที่เพียงในการจัดเตรียมวาระการประชุมเท่านั้น อย่างไรก็ตามยังมีเวลาอีก 2 วัน ที่เสนอวาระเข้ามาได้ ซึ่งการเสนอวาระนั้นก็ทำได้ทั้งเป็นวาระปกติและวาระจรที่จะเสนอในวันที่มีการประชุม
"กฤษฎีกา"ชี้"ปปช." ไร้อำนาจออกหลักเกณฑ์ประกาศราคากลางทางเว็บไซต์
ผู้าสื่อข่าวรายงานว่าตามที่คณะรัฐมนตรี มีหนังสือเมื่อวันที่ 30 เม.ย. 2555 ถึงสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา อ้างถึงมติ ครม. เมื่อวันที่ 13 ธ.ค. 2554 ที่เกี่ยวกับการให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการจัดทำข้อมูลรายละเอียดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างโดยเฉพาะราคากลาง และการคำนวนราคากลางไว้ในระบบข้อมูลอิเล็กโทรนิกส์ ตามมาตรา 103/7 และ 103/8 พรบ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม โดย พรบ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2554 โดยเห็นว่า การกระทำดังกล่าวอาจเป็นอุปสรรคต่อการบริหารราชการแผ่นดิน และอาจไม่สอดคล้องกับระเบียบสำนักนายกฯว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 และ ต่อมา คณะกรรมการ ปปช. ขอให้ทบทวน ครม. จึงมีคำสั่งให้กรรมการกฤษฎีกาพิจารณาความเห็นทางกฎหมายในสองประเด็น
1.ครม. ต้องมีมติเห็นชอบให้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ ที่ ปปช. ทั้งหมดกำหนดทั้งหมด โดยไม่อาจพิจารณามีความเห็นเป็นอย่างอื่น หรืออาจให้ความเห็นชอบเฉพาะในส่วนที่ไม่เป็นอุปสรรคก็ต่อการบริหารราชการแผ่นดินได้ และ 2. การแก้ไขปรับปรุงหลักเกณฑ์การจัดทำข้อมูลเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างฯ ที่ ปปช.กำหนดตามาตรา 103/7 กรรมการ ปปช.ต้องรายงานต่อ ครม. เพื่อให้ความเห็นชอบ ตามมาตรา 103/8 หรือไม่
ซึ่งในประเด็นนี้ คณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่า จาก พรบ. ปปช. มาตรา 103/7 และ 103/8 บัญญัติให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการจัดทำข้อมูลรายละเอียดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างโดยเฉพาะราคากลาง และการคำนวนราคากลางไว้ในระบบข้อมูลอิเล็กโทรนิกส์เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าตรวจดูได้ แต่บทบัญญัติดังกล่าว มิได้กำหนดเงื่อนไขหรือเงื่อนเวลาการใช้บังคับ เป็นการเฉพาะ และมาตรา 103/7 มิได้กำหนดหลักเกณฑ์การดำเนินการไว้ และมิได้ให้ อำนาจ ปปช.กำหนดหลักเกณฑ์ ขึ้นได้ หน่วยงานของรัฐจึงต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่ทางราชการวางเอาไว้
ขณะที่ มาตรา 103/8 ซึ่งบัญญัติให้กรรมการ ปปช. มีหน้าที่รายงานต่อ ครม.เพื่อสั่งการให้หน่วยงานของรัฐจัดทำข้อมูลเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างตามมาตรา 103/7 วรรคหนึ่งนั้น บทบัญญัติดังกล่าว กำหนดให้ ปปช. รายงานกรณีมีหน่วยงานใดไม่ดำเนินการตาม 103/7 วรรคหนึ่ง หาก ครม. สั่งการให้หน่วยงานใดจัดการดำเนินการแล้ว แต่หน่วยงานนั้นยังคงฝ่าฝืน ไม่ทำตามมติ ครม. มาตรา 103/8 วรรคสองจึงให้ถือว่าผู้ทีหน้าที่เกี่ยวข้องมีความผิดทางวินัย หรือเป็นเหตุที่จะถูกถอดถอนพ้นจากตำแหน่ง หรือ พ้นจากตำแหน่งแล้วแต่กรณี
ส่วนมาตรา 72 ที่ระบุให้ "กรรมการ ปปช. ดำเนินการวางระเบียบตามมาตรา 103/3 กำหนดหลักเกณฑ์ตามมาตรา 103/7 และดำเนินการตาม 103/8 ให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญบังคับใช้" นั้นเป็นเพียงบทบัญญัติเร่งรัดให้กรรมการ ปปช. ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ที่บัญญัติไว้ในแต่ละมาตรา แต่มิใช่บทบัญญัติ ที่จะสร้างอำนาจหน้าที่ขึ้นมาใหม่ กล่าวคือเป็นการเร่งรัดให้ ปปช. ดำเนินการวางระเบียบเกี่ยวกับเงินสินบนหรือเงินรางวัลตอบแทน หรือประโยชน์อื่นตาม มาตรา 103/3 กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการให้บุคคลหรือนิติบุคคลที่เป็นคู่สัญญากับหน่วยงานรัฐแสดงบัญชีรายการรับจ่ายของโครงการที่เป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐต่อกรมสรรพากรตาม มาตรา 103/7 วรรคสอง ติดตามตรรวจสอบกรณีหน่วยงานรัฐไม่จัดทำข้อมูลรายละเอียดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดต้างไว้ในระบบข้อมูลทางอิเล็กโทรนิกส์ เพื่อให้ประชาชนตรวจดูต่อ ครม. เพื่อสั่งการให้หน่วยงานรัฐแห่งนั้นจำดทำข้อมูล ตามมาตรา 103/8
คณะกรรมการกฤษฎีกายังให้ความเห้นด้วยว่า แม้ พรบ. ปปช.บัญญัติให้ กรรมการ ปปช. มีอำนาจหน้าที่เสนอมาตรการ ความเห็น และข้อเสนอแนะต่อ รัฐมนตรี เพื่อให้ปรับปรุงการปฏิบัติราชการหรือวางแผนงานโครงการของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของรัฐ เพื่อป้องกันการทุจริตต่อหน้าที่ แต่ก็เป็นเพียงการเสนอต่อ ครม. เพื่อให้พิจารณา ดังนั้นครม. จึงต้องมีดุลพินิจที่จะรับข้อเสนอของ ป.ป.ช. ไปดำเนินการทั้งหมดหรือบางส่วนก็ได้ตามที่เห็นสมควร
"โดยสรุป คณะกรรมการ ปปช. ไม่มีอำนาจกำหนดหลักเกณฑ์วิธีปฏิบัติตามมาตรา 103/7 วรรคหนึ่งได้ สิ่งที่ ปปช. นำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี เป็นเพียงมาตรการที่เสนอต่อ คณะรัฐมนตรี ตามมาตรา 19(11) เท่านั้น"
ส่วนประเด็นที่สองนั้น เมื่อเห็นว่าคณะกรรมการ ปปช. ไม่มีอำนาจกำหนดหลักเกณฑ์ตามมาตรา 103/7 วรรคหนึ่งได้ จึงไม่ต้องให้ความเห็นในประเด็นนี้อีก