ช่วงหลังๆ ใช้เวลาไปกับเฟซบุ๊กค่อนข้างมาก ทั้งนั่งอ่านความเห็นของผู้คนที่หลากหลาย รวมถึงนั่งอ่านข่าวที่ใครต่อใครต่างพากันลิงค์ พากันแชร์ กลายเป็นคนในสังคมออนไลน์ที่แยกตัวไม่ออก จนล่าสุด เห็นคลิปรณรงค์ไม่สูบบุหรี่ที่ต้องบอกว่าจี๊ดโดนใจ ใครอยากรู้ว่าเป็นยังไง ลองคลิกไปที่ http://www.youtube.com/watch?v=I8KG3YSDdWw
เป็นภาพสะท้อนที่ผู้ใหญ่ต้องคิดให้หนัก กับคำถามของเด็กว่า ถ้ารู้ว่า "ไม่ดี" แล้วผู้ใหญ่ทำทำไม ในขณะที่ผู้ใหญ่ห่วงหนู และพยายามชี้ให้เห็นถึงผลเสียของการสูบบุหรี่ แต่ผู้ใหญ่เคยห่วงตัวเองหรือไม่ รู้ทั้งรู้ว่ามีโทษแต่ก็ทำ ดูแล้วนึกถึงตอนที่ตัวเองเป็นเด็ก เห็นผู้ใหญ่ล้อมวงเล่นการพนัน เคยขอไปเล่นบ้าง ก็โดนตวาดเสียงเขียวว่า เป็นเด็กเป็นเล็ก ไม่รู้หรือไงว่า เล่นการพนันมันไม่ดี" ก็ได้แต่คิดว่า อ้าว ! ไม่ดีแล้ว (ผู้ใหญ่) เล่นกันทำไม
ยิ่งช่วงนี้เป็นช่วงของฟุตบอลยูโร ที่เหลือการแข่งขันอีกแค่ 4 นัด ก่อนจะถึงนัดชิงชนะเลิศในวันที่ 1 กรกฎาคม ก็ยิ่งมีข่าวจับโต๊ะรับพนันบอลไม่เว้นแต่ละวัน ที่น่าเศร้าก็คือ คนรับพนันและคนเล่นพนันจำนวนไม่น้อยเป็นเด็กวัยรุ่น ซึ่งเป็นอนาคตของชาติทั้งนั้น หนักกว่านั้น ก็คือ บางรายที่ถูกตำรวจจับ ทำธุรกิจโต๊ะพนันบอลทั้งครอบครัว ทั้งแม่ ลูกชายและลูกสาววัยรุ่น หมดอนาคตกันทั้งครอบครัว
ทั้งๆ ที่รู้ว่า ไม่ดี ทั้งๆ ที่รู้ว่า ผิด แต่ก็ยังทำ จะดูบอลให้สนุกสนานสมกับที่ 4 ปีมีครั้งเดียว ก็กลายเป็นเพิ่มทุกข์ให้ตัวเองไปอย่างนั้น มองปัจจัยรอบด้านตอนนี้ก็เสี่ยงมากพออยู่แล้ว ยังจะไปเพิ่มความเสี่ยงให้ตัวเองมากขึ้น เสียทั้งเงิน หนำซ้ำยังผิดกฎหมายอีกต่างหาก
ปัจจัยเสี่ยงมากที่สุดในขณะนี้ ก็ต้องพุ่งเป้าไปที่เหล่าประเทศที่กำลังลุยเตะฟุตบอลยูโรกันอย่างเอาเป็นเอาตายนั่นแหละ เพราะปรากฏว่า เมื่อถึงรอบ 8 สุดท้าย ก็มีประเทศในกลุ่ม "พิกส์" (PIIGS) ที่ถูกล้อกันว่า เป็นลูกหมูหลายตัว หลุดเข้ามาถึง 4 ทีม ได้แก่ โปรตุเกส อิตาลี กรีซ และสเปน มีเพียงไอร์แลนด์ที่ตกรอบแรก ไม่เช่นนั้นก็คงเข้ามาครบ 5 ชาติที่ประสบวิกฤติ
คงไม่ต้องรื้อฟื้นว่า ต้นสายของวิกฤติมาจากไหน แล้วปลายเหตุจะเป็นอย่างไร เพราะ "ต้นสาย" เป็นข่าวเป็นคราว กินพื้นที่ในการนำเสนอผ่านสื่อต่างๆ มามากมายแล้ว ส่วน "ปลายเหตุ" จนถึงตอนนี้ก็ไม่มีใครรู้ว่า วิกฤตินี้จะจบลงอย่างไร แต่สิ่งที่เกิดขึ้นและเป็นความไม่แน่นอนทำให้ทิศทางการลงทุนทำได้อย่างลำบากมากขึ้นไปด้วย โดยเฉพาะทิศทาง "ดอกเบี้ย" ที่ ณ จุดนี้ หลายคนยังไม่รู้ว่า จะฝากยาวหรือฝากสั้น เพื่อแสวงหาผลตอบแทนที่เหมาะสมกับสถานการณ์ รวมถึงความเสี่ยงที่รออยู่ ก็ไม่กล้าทำให้หลายคนอยากฝากเงินยาวๆ ด้วยไม่รู้ว่า จะมีความจำเป็นต้องใช้เงินในระยะเวลาใกล้ๆ หรือไม่ และหากจะฝากสั้นๆ ผลตอบแทนที่ได้ก็ไม่จูงใจ กลายเป็นเสียประโยชน์ไปทุกด้าน
เอาเป็นว่า ถ้าใครไม่แน่ใจว่า จะต้องใช้เงินในระยะเวลาใกล้ๆ นี้หรือไม่ และต้องการผลตอบแทนที่ไม่ต่ำเตี้ยเรี่ยดินจนเกินไป รวมถึงปลอดความเสี่ยง เพราะอยู่ในฐานะ "เงินฝาก" ที่ได้รับการคุ้มครอง ตอนนี้มี 2 ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับความต้องการแบบนี้ นั่นคือ "เงินฝากประจำตามใจ" ของธนาคารกรุงไทย และ "เงินฝากไม่ประจำ" ของธนาคารทหารไทย
คุณชัยณรงค์ เอื้อสิทธิชัย ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส สายงานธุรกิจรายย่อยและเครือข่าย ธนาคารกรุงไทย บอกว่า "เงินฝากประจำตามใจ" นับเป็นครั้งแรกในประวัติการณ์เงินฝากประจำ ที่ลูกค้าสามารถเลือกวันครบกำหนด เลือกยอดเงินที่ต้องการถอนในแต่ละครั้ง รวมทั้งสามารถเลือกระยะเวลาฝาก และแบ่งยอดเงินฝากได้เองตามความต้องการ
"โดยเมื่อลูกค้าฝากเงิน 1 ยอด ลูกค้าสามารถเลือกวันครบกำหนดได้หลายครั้งตามความจำเป็นในการใช้เงิน รวมทั้งจำนวนเงินที่จะถอนในแต่ละครั้ง หรือในกรณีที่ลูกค้ามีเงินเข้าบัญชีไม่พร้อมกัน ก็สามารถให้เงินทุกยอดครบกำหนดในวันเดียวกันได้ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการวางแผนทางการเงินของลูกค้าได้อย่างไร้ข้อจำกัด และยังได้รับอัตราดอกเบี้ยสูงในอัตราดอกเบี้ยของเงินฝากประจำ"
สำหรับอัตราดอกเบี้ยนั้น ลูกค้าจะได้รับตามระยะเวลาที่ฝากตั้งแต่ 7-365 วัน โดยลูกค้าที่เลือกฝาก 7-30 วัน ธนาคารจ่ายดอกเบี้ยในอัตรา 0.80% ต่อปี ฝาก 31-60 วัน จ่าย 1.25% ต่อปี ฝาก 61-90 วัน จ่าย 1.7% ต่อปี ฝาก 91-120 วัน จ่าย 2% ต่อปี ฝาก 121-180 วัน จ่าย 2.3% ต่อปี ฝาก 181-270 วัน จ่าย 2.6% ต่อปี ฝาก 271-300 วัน จ่าย 3.25% ต่อปี ฝาก 301-365 วัน จ่าย 3.35% ต่อปี
"เงินฝากประจำตามใจ" เหมาะกับลูกค้าที่มีแผนการใช้เงิน เช่น สามารถทยอยฝากเงินเพื่อเป็นค่าเทอมลูก และกำหนดวันครบกำหนดเป็นวันเดียวกันได้ หรือสำหรับลูกค้าที่ต้องการฝากเงินในระยะสั้นๆ ก่อนนำไปลงทุนในหุ้นหรือทองคำ โดยยังคงได้รับอัตราดอกเบี้ยสูงแบบเงินฝากประจำ ถือเป็นการรวมคุณสมบัติเด่นของเงินฝากออมทรัพย์และเงินฝากประจำเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ซึ่งธนาคารกรุงไทยเป็นธนาคารแห่งแรกที่ให้บริการเงินฝากดังกล่าว
ส่วน "เงินฝากไม่ประจำ" ของธนาคารทหารไทยหรือ ทีเอ็มบี นั้น หลังจากประสบความสำเร็จและได้รับการตอบรับจนทะลุ 6 แสนบัญชีหลังจากเปิดให้บริการเพียง 1 ปี คุณกาญจนา โรจวทัญญู ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานส่งเสริมการตลาดลูกค้าบุคคล ทีเอ็มบี บอกว่า ทางแบงก์เดินหน้าสานต่อแคมเปญ โดยลูกค้าใหม่ที่เปิดบัญชีเงินฝากไม่ประจำจะได้รับดอกเบี้ยพิเศษ 3% สำหรับยอดเงินฝากที่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท ส่วนลูกค้าที่มีบัญชีแล้ว เมื่อฝากเงินเพิ่มก็จะได้รับดอกเบี้ยพิเศษ 3% ต่อยอดเงินฝากเพิ่มเช่นเดียวกัน โดยคิดจากยอดเงินคงเหลือในบัญชี ณ สิ้นวันที่ 31 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ซึ่งลูกค้าสามารถเปิดบัญชีใหม่และฝากเงินเพิ่มเพื่อรับดอกเบี้ยพิเศษได้ตั้งแต่วันนี้ ถึง 31 กรกฎาคม 2555 นี้เท่านั้น
จุดเด่นของ "เงินฝากไม่ประจำ ทีเอ็มบี" อยู่ที่สามารถถอนเงินเมื่อไหร่ก็ได้เมื่อมีความต้องการใช้เงิน และยังไม่เสียโอกาสเรื่องดอกเบี้ยที่จะได้รับ เนื่องจากดอกเบี้ยจะคำนวณให้ทุกวันจากยอดเงินคงเหลือในบัญชี อีกทั้งยังไม่กำหนดจำนวนเงินฝากขั้นต่ำสำหรับการเปิดบัญชีและการฝากเพิ่มแต่ละครั้ง รวมถึงไม่มีกำหนดระยะเวลาฝาก ซึ่งต่างจากบัญชีเงินฝากประจำทั่วๆ ไป
ล่าสุด ทีเอ็มบี ยังให้บริการ "ทีเอ็มบี โอนเพื่อออม" ซึ่งจะช่วยลูกค้าบริหารบัญชีเพื่อการทำธุรกรรมทางการเงินและบัญชีเพื่อการออมและการลงทุนได้ง่ายและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยลูกค้าสามารถตั้งค่ายอดเงินสำหรับใช้จ่ายในบัญชีเพื่อการทำธุรกรรม และเมื่อไหร่ที่ยอดเงินในบัญชีสูงกว่าค่าที่ตั้งไว้ ระบบจะทำการเตือนโดยอัตโนมัติ หากลูกค้าต้องการที่จะโอนเงินส่วนที่เกินไปเก็บในบัญชีเพื่อการออมและลงทุน ก็สามารถโอนไปยังบัญชีฝากไม่ประจำได้ทันที
เคยบอกแล้วว่า ไม่ว่าจะอยู่ในภาวะใด ทางเลือกในการลงทุนมักจะเอื้อประโยชน์ให้เราได้เสมอ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเลือกหรือไม่เลือก
................................
(ตามใจ…ไม่ประจำ : คอลัมน์วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล k_wuttikul@hotmail.com)