หลายฝ่ายเปิดศึกคัดค้านองค์การนาซาไม่ให้ใช้สนามบินอู่ตะเภา พร้อมอ้างเหตุผลเรื่องความมั่นคงว่า อเมริกาคือผู้สร้างสนามบินอู่ตะเภาเมื่อ 50 ปีที่แล้ว การขอใช้พื้นที่ในโครงการสำรวจอากาศระหว่างประเทศนั้น อาจมีอะไรแอบแฝงอยู่เบื้องหลัง?!!
"ท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา" หรือ "สนามบินอู่ตะเภา" ตั้งอยู่ อ.บ้านฉาง จ.ระยอง อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของ กทม.ห่างไปเพียง 190 กม. ปัจจุบันมีหน่วยงานสำคัญตั้งอยู่หลายแห่ง เช่น กองการบินทหารเรือ กองเรือยุทธการ กองการท่าอากาศยาน เขตพระราชฐาน ฯลฯ
หากจะอนุญาตให้ "นาซา" เข้ามาใช้พื้นที่ควรผ่านความเห็นชอบระดับรัฐสภาไม่ใช่แค่กระทรวงการต่างประเทศ เพราะสหรัฐอาจนำข้อมูลที่ได้ไปเป็นประโยชน์ด้านยุทธศาสตร์การรบ หรืออาจมีการซ่อนเร้นยุทโธปกรณ์โดยใช้เครื่องบินแบบพิเศษ ยิ่งไปกว่านั้นคือ การสร้างความหวาดระแวงให้เพื่อนบ้าน หรือแม้กระทั่งเชื่อว่าอาจเป็นการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ด้านวีซาให้แก่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
ทว่าโครงการที่ "นาซา" จะเข้ามาศึกษาจนกลายเป็นเรื่องศึกน่านน้ำนั้น คือ "โครงการศึกษาการก่อตัวของเมฆที่มีผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้" Southeast Asia Composition, Cloud, Climate Coupling Regional Study (SEAC4RS) โดยนักวิทยาศาสตร์จะขึ้นเครื่องบินที่ดัดแปลงใส่อุปกรณ์เฉพาะขึ้นไปตรวจวัดทางกายภาพและทางเคมีของเมฆ อุณหภูมิ และความชื้นในชั้นบรรยากาศ พร้อมรับส่งข้อมูลเชื่อมโยงกับดาวเทียมในการตรวจความผิดปกติของชั้นบรรยากาศที่เกิดจากการเผาชีวมวล (Biomass) และการปล่อยแก๊สต่างๆ เครื่องบินจะขึ้นไประดับความสูงจากพื้นดินประมาณ 12 กม. ระยะเวลาในการดำเนินการเก็บข้อมูลเริ่มเดือนสิงหาคม-กันยายน 2555
ดร.บัญชา ธนบุญสมบัติ นักวิจัยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ผู้ก่อตั้งชมรมคนรักมวลเมฆ กล่าวถึงโครงการข้างต้นว่า ยังไม่ได้ศึกษาในรายละเอียดมากนัก แต่ก็รู้สึกสงสัยว่าทำไมถึงกลายเป็นประเด็นการเมืองหรือความมั่นคงได้ หากดูจากข้อมูลโครงการที่ปรากฏในเวบไซต์ของนาซาแล้ว ถือเป็นงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่น่าสนใจเพราะมีการศึกษาถึงชั้นบรรยากาศที่สูงขึ้นไปถึงระดับ "สตราโตสเฟียร์" ตามปกติแล้วชั้นบรรยากาศระดับล่างสุดคือ "โทรโพสเฟียร์" (Troposphere) สูงจากผิวโลกขึ้นไป 8-15 กม. ส่วนชั้นที่สูงขึ้นไปอีกคือระดับคือ "สตราโตสเฟียร์" (Stratosphere) ความสูง 15-50 กิโลเมตร ซึ่งยังไม่ค่อยมีการศึกษาในระดับนี้
"แต่ก่อนไทยมี 3 ฤดู คือร้อน ฝน หนาว แต่เดี๋ยวนี้แทบจะแบ่งไม่ได้ เพราะหลายปีที่ผ่านมาฝนตกในหน้าหนาว และมีห้วงอากาศเย็นในหน้าร้อน ถือเป็นภาวะอากาศแปรปรวน โครงการนี้หากแปลให้ละเอียดตามภาษาอังกฤษจะได้ความหมายกว่า การศึกษาปฏิสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบของเมฆ อากาศ และภูมิอากาศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หากงานวิจัยสำเร็จ อาจตอบได้ว่าหมอกควันพิษจากอินโดนีเซียมีอิทธิพลในชั้นบรรยากาศของไทยมากน้อยแค่ไหน วันนี้มีสารเคมีพิษปะปนในห้วงอากาศมากน้อยแค่ไหน มีสารอะไรบ้าง" ดร.บัญชา กล่าว
ดร.บัญชา ตั้งข้อสังเกตุด้วยว่า แม้ส่วนตัวจะไม่คัดค้านโครงการนี้ แต่อยากให้มีข้อตกลงก่อนเริ่มทำงานให้ชัดเจนว่า 1.ต้องมีตัวแทนนักวิทยาศาสตร์ไทยเข้าร่วมตลอดเวลาและทุกภาคส่วน 2.มีข้อตกลงให้ประเทศไทยสามารถใช้ข้อมูลทุกอย่างที่ได้จากการสำรวจครั้งนี้ แต่ที่น่าสงสัยในรายละเอียดของโครงการ ทางเวบไซต์นาซาเขียนไว้ว่าจะใช้พื้นที่สนามบินสุราษฎร์ธานีหรือสนามบินที่อยู่ห่างจากกรุงเทพ ฯ แต่ทำไมเปลี่ยนมาใช้สนามบินอู่ตะเภาที่เป็นเขตทหาร ผมก็ไม่รู้เบื้องลึกว่าอะไรทำให้เรื่องมันยุ่งยากกลายเป็นประเด็นการเมืองขึ้นมา
ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวได้เริ่มเจรจามาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2555 โดยองค์การนาซาทำหนังสือไปยังกระทรวงการต่างประเทศ ขอใช้สนามบินอู่ตะเภาเป็นเวลา 2 เดือน สำรวจเมฆเพื่อใช้พยากรณ์อากาศ ห้วงเวลานั้นมีการจัดประชุมหลายฝ่ายเพื่อปรึกษาหารือ เช่น ฝ่ายความมั่นคง กองฝนหลวง กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสนเทศ (Gistda) กระทรวงสาธารณสุข ฯลฯ
ดร.นริศรา ทองบุญชู ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมเคมี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าฯ หนึ่งในนักวิจัยที่เข้าร่วมโครงการนี้ เปิดเผยว่า สาเหตุที่ต้องเปลี่ยนจากสนามบินสุราษฎร์ธานีมาเป็นอู่ตะเภา เนื่องจากเครื่องบินพิเศษ 3 ลำที่ดัดแปลงเป็นเครื่องเก็บข้อมูลของนาซานั้น จะต้องมีโรงจอดเฉพาะเพื่อปกป้องไม่ให้เครื่องมือกระทบกระเทือน ปรากฏว่าที่สนามบินสุราษฎร์ธานีไม่สามารถให้บริการตรงนี้ได้ จึงต้องเปลี่ยนเป็นที่อื่นแทน ส่วนสนามบินดอนเมืองหรือสนามบินสุวรรณภูมินั้น มีเครื่องบินขึ้น-ลงจำนวนมาก ที่ประชุมจึงปรึกษากันให้เลือกที่ใหม่ สุดท้ายก็ลงตัวที่สนามบินอู่ตะเภา ซึ่งงบประมาณของโครงการมีมูลค่าถึง 1,000 ล้านบาท โดยเครื่องบินนาซาที่จะนำมาบินเก็บข้อมูลนั้นมี 3 ลำ คือ "NASA DC-8", "NASA ER-2" และ "GV" รวมกับเครื่องบิน 1 ลำ จากโครงการฝนหลวง "BRRAA KING AIR 550"
นักวิจัยข้างต้นเล่าจากประสบการณ์ที่เคยเข้าร่วมโครงการนี้เมื่อปี 2544 โดยใช้สนามบินฮ่องกง และสนามบินในฐานทัพอากาศโยกะตะของญี่ปุ่นว่า เครื่องบินที่ใช้สำรวจเก็บข้อมูลชั้นบรรยากาศคือ "เครื่องบินดีซี-8" (DC-8) ใช้วิธีดัดแปลงจากเครื่องบินโดยสารทั่วไป เอาเก้าอี้นั่งออกเปลี่ยนเป็นเครื่องมือและเครื่องวัดต่างๆ แทน เมื่อบินขึ้นชั้นไประดับความสูงที่ต้องการ จะเริ่มเก็บข้อมูลการเปลี่ยนแปลงทางเคมี และคุณสมบัติการเปล่งรังสีของแก๊ส ละอองลอย (Aerosols) และสารตั้งต้น (Precursor) ในมวลอากาศที่เคลื่อนที่จากเอเชียตะวันออกไปยังด้านตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิก โดยขึ้นบินทั้งหมด 22 เที่ยวบิน สำรวจในระดับความสูง 200 เมตรถึง 12 กิโลเมตรจากระดับน้ำทะเล
"ในเครื่องบินมีเครื่องมือวิเคราะห์อากาศ ใช้วิธีต่อท่อออกไปนอกเครื่องบินแล้วปั๊มดูดอากาศเข้ามาเก็บไว้ จากนั้นก็วัดค่าต่างๆ ที่ต้องการ เช่น ความชื้น สารเคมีปนเปื้อน ปริมาณก๊าซแต่ละประเภท ถือเป็นโอกาสที่ดีมากที่โครงการนี้จะเลือกประเทศไทยเป็นพื้นที่บินเก็บข้อมูล เพราะไทยอยู่ตรงศูนย์กลางของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้พอดี ที่จริงแล้วการเปลี่ยนไปใช้สนามบินอู่ตะเภาถือเป็นเรื่องโชคดีมาก เพราะบริเวณนั้นมีนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด และท่าเรือแหลมฉบัง ที่มีปัญหาเรื่องมลพิษสะสมในอากาศ เมื่อเครืองดีซี-8 บินขึ้นไป ก็จะได้รู้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสารพิษที่ปนเปื้อนในชั้นบรรยากาศ สาเหตุที่ภาวะอากาศแปรปรวน โลกร้อน ฯลฯ ข้อมูลเหล่านี้ถือว่ามีประโยชน์ต่อประชาชนมากๆ" ดร.นริศรากล่าวย้ำ
ดร.นริศราขอร้องทิ้งท้ายว่า อย่าเอาเรื่องการเมืองมาเกี่ยวข้องกับการทำวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ทุกฝ่ายมีข้อตกลงร่วมกันอยู่แล้วว่า นาซาจะต้องแชร์หรือเปิดเผยข้อมูลทั้งหมดที่สำรวจได้ ไม่รู้ทำไมกลายเป็นประเด็นขัดแย้งทางการเมือง หรือความมั่นคงประเทศไปได้ ทั้งๆ ที่โครงการนี้เก็บข้อมูลหลายทวีปทั่วโลกแล้วไม่เคยมีปัญหาอะไร อยากให้หลายฝ่ายช่วยปรึกษากันหาทางออกที่เกิดประโยชน์กับมนุษย์ทั่วโลกมากที่สุด
ไทยส่งเอฟ16ขึ้นประกบดีซี8
ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงของไทยให้ข้อมูลว่า ปฏิบัติการสำรวจสภาพภูมิอากาศในประเทศไทยของนาซาในครั้งนี้ ทางกองทัพไทยจะเข้ามาดูแลอย่างใกล้ชิด โดยในระหว่างที่เครื่องบินดีซี 8 ขึ้นบินสำรวจจะมีเครื่องบินรบรุ่นเอฟ-16 ของกองทัพอากาศ ขึ้นบินประกบเพื่อป้องกันไม่ให้บินออกนอกเส้นทาง
ผู้เชี่ยวชาญคนเดิมให้รายละเอียดด้วยว่า เครื่องบินที่เข้ามาบินสำรวจสามารถปฏิบัติการบนน่านฟ้าได้นานประมาณ 18-22 ชั่วโมง โดยมีการบินมาจากกลุ่มประเทศอาเซียนที่สหรัฐไปตั้งฐานเอาไว้ จะบินผ่านเข้ามาในประเทศไทย และแวะเติมน้ำมันที่สนามบินอู่ตะเภา โดยอาจบินผ่านเข้ามาประมาณ 3-4 ลำต่อวัน
“สหรัฐมีเรือรบจอดอยู่ในภูมิภาคอาเซียนหลายประเทศ ซึ่งข้อมูลในการบินสำรวจสภาพอากาศจะถูกส่งต่อไปยังเรือรบสหรัฐ โดยไม่จำเป็นต้องตั้งฐานปฏิบัติการ เพราะเทคโนโลยีของสหรัฐถือว่าดีที่สุดในเวลานี้ อย่างมากคงเป็นเพียงแค่ตู้คอนเทนเนอร์ และส่งเจ้าหน้าที่ประสานงานมาจำนวนหนึ่งเท่านั้น” เขาระบุ
...................
(หมายเหตุ : เอ็กเรย์'ดีซี-8'นาซามา'อู่ตะเภา' : ทีมข่าวรายงานพิเศษ)