คอการเมืองคิดว่าเมื่อ "ปิดประชุมสภา" คงทำให้การเมืองเงียบเหงา แต่ความคิดดังกล่าว "ผิดถนัด" เพราะก่อนปิดประชุมมีเหตุการณ์วุ่นวายในสภาสร้างจุดสนใจจนเป็นประเด็นใหญ่ให้หลายฝ่ายจับตามอง
โดยเฉพาะ "ร่างพรบ.ว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ พ.ศ..." และ "การแก้ไขรัฐธรรมนูญ" มาตรา 291 ที่ทำให้ "พรรคประชาธิปัตย์" ซึ่งถูกมองเป็นพรรคอยู่ในกฎระเบียบเกิดอาการ "ต่อมผู้ดีแตก" ทั้งขว้างเอกสารใส่ประธานในที่ประชุม และลากเก้าอี้ประธานไปซ่อนหลังห้องประชุม เพื่อไม่ให้ประธานทำหน้าที่
พรรคประชาธิปัตย์เปลี่ยนไปจากเดิมที่เน้นการวอล์กเอาท์จากห้องประชุม เพื่อเป็นการประท้วง แต่เมื่อเห็นว่าการประท้วงโดยวิธีดังกล่าวยิ่งทำให้ "ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล" ชอบใจ เพราะเสียงของรัฐบาลเพียงพอต่อการลงมติอยู่แล้วจนบางครั้งระหว่างที่ฝ่ายค้านวอล์กเอาท์ได้มีส.ส.รัฐบาลเดินไปนั่งเก้าอี้ที่จัดให้ฝ่ายค้านนั่งพร้อมกับส่งยิ้มให้ช่างภาพได้ถ่ายภาพอีกต่างหาก
ดังนั้น การที่ฝ่ายค้านแสดงอาการ "ต่อมผู้ดีแตก" เพื่อกระตุกให้ประชาชนหันมาสนใจ ทำไมพรรคการเมืองใหญ่ต้องลงทุน "เปลืองตัว" มากขนาดนั้น
พรรคประชาธิปัตย์ จึงอาศัยเหตุการณ์ความวุ่นวายในสภามา "ต่อยอด" โดยการเปิดเวทีปราศัยชี้แจงข้อเท็จจริงต่อประชาชน ใช้ชื่อว่า "เดินหน้าผ่าความจริง หยุดล้มรัฐธรรมนูญ-ออกกฎหมายล้างผิดคนโกง" โดยเริ่มที่ "ภาคใต้" เป็นเวทีแรกและได้รับเสียงตอบรับจากประชาชนในพื้นที่อย่างมาก
การปราศรัยบนเวทีเน้นความน่าเชื่อถือของข้อมูลโดยให้ "แกนนำของพรรค" เป็นแกนนำในการปราศรัย เช่น ชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์, บัญญัติ บรรทัดฐาน ที่ปรึกษาพรรค, อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค, สุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการพรรค, ไตรรงค์ สุวรรณคีรี, ชำนิ ศักดิเศรษฐ์, อภิรักษ์ โกษะโยธิน, สาทิตย์ วงศ์หนองเตย ฯลฯ สลับกับ 3 พิธีการรายการ "สายล่อฟ้า" ทางบลูสกาย "เทพไท เสนพงศ์, ศิริโชค โสภา และ ชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต
เมื่อเห็นกระแสตอบรับดีจึงเป็นที่มาของการเปิดเวทีปราศรัยใน "กรุงเทพฯ" โดยเฉพาะที่ "ลานคนเมือง" ที่ "พระบรมราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี" (วงเวียนใหญ่) และ "สำนักงานเขตมีนบุรี"
การทำกิจกรรมเปิดเวทีชี้แจงข้อเท็จจริงกับประชาชนของพรรคประชาธิปัตย์ได้รับเสียงตอบรับเกินความคาดหมาย ส่วนหนึ่งมาจากการถ่ายทอดสดผ่าน "จานดาวเทียม" อย่างน้อย 2 ช่องทาง คือ "บลูสกายแชนแนล" และ "ไทยทีวีดี"
ไม่ต่างจาก "กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ" (นปช.) หรือ "คนเสื้อแดง" เคยปราศรัยผ่านทาง "เอเชียอัพเดท" เป็นการย้อนรอย "สมาชิกพรรคเพื่อไทย" เคยทำ
แต่การนำเสนอบนเวทีจะต่างกันตรงที่ "พรรคประชาธิปัตย์" มีนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับ "ร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ พ.ศ. ..." และ "การแก้ไขรัฐธรรมนูญ" ส่วนลีลาการปราศรัยขึ้นอยู่กับสไตล์ของแต่ละบุคคล ซึ่งต้องยอมรับว่า "แกนนำพรรคประชาธิปัตย์" ส่วนใหญ่มีความเชี่ยวชาญเรื่องการอภิปราย
ถือเป็นการเปิดเกมนำ "ดาวเด่นในสภา" มาเป็น "ดาวเด่นบนเวทีปราศรัย" ถือเป็นปรากฏการณ์ใหม่ทางการเมืองของ "พรรคประชาธิปัตย์"
แนวความคิดนี้ได้รับการสนับสนุนจาก "สุเทพ เทือกสุบรรณ" อดีตเลขาธิการพรรค และ "สาทิตย์ วงศ์หนองเตย"
เมื่อได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากประชาชนหลายพื้นที่ที่เดินทางไปปราศรัย ส.ส.แต่ละพื้นที่จึงเรียกร้องมายัง "ผู้ใหญ่" ในพรรคให้ไปจัดเวทีในพื้นที่ของตน ดังนั้นกว่าสภาจะเปิด "พรรคประชาธิปัตย์" จึงตัดสินใจจะจัดเวทีปราศรัยเพื่อชี้แจงต่อประชาชนในประเด็น "ร่างพ.ร.บ.ปรองดอง" กับ "การแก้ไขรัฐธรรมนูญ" ในหลายจังหวัด โดยกำหนดเป็นทุก "วันศุกร์" หรือ "ทุกวันเสาร์"
โดยในเย็นวันเสาร์ที่ 23 มิถุนายนนี้ "แกนนำพรรคประชาธิปัตย์" เตรียมเปิดเวทีปราศรัยที่สวนชมน่าน อ.เมือง จ.พิษณุโลก ส่วนวันเสาร์ที่ 30 มิถุนายน เตรียมจัดเวทีที่ จ.เพชรบุรี
ขณะที่ความเคลื่อนไหวของ "พรรคเพื่อไทย" เมื่อเห็นว่า "พรรคประชาธิปัตย์" เดินเกมนี้ก็ได้พยายาม "แก้เกม" โดยเมื่อวันเสาร์ที่ 16 มิถุนายน ที่ผ่านมา ได้มีการจัดเวทีปราศรัยย้อนรอยพรรคประชาธิปัตย์ที่สำนักงานเขตมีนบุรีด้วยเช่นกันภายใต้ชื่อ"เพื่อไทยความจริงหรือประชาธิปไตย"
ต่อมาวันจันทร์ "พรรคเพื่อไทย" ได้มีการประชุมเพื่อ "แก้เกม" เพราะเวทีของพรรคประชาธิปัตย์ปราศรัยมุ่งเน้นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญและการเสนอร่าง พรบ.ปรองดองแห่งชาติ เป็นการทำเพื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
และเมื่อเปิดประชุมสภาหลังวันที่ 1 สิงหาคม "ร่างพรบ.ปรองดอง" อยู่ในวาระเรื่องด่วนที่ 1 หากมีการนำมาพิจารณาทันทีที่สภาเปิดขณะที่ฝ่ายค้านตระเวนปราศรัยบอกกล่าวกับประชาชนอาจเป็นเรื่องใหญ่ให้ "เพื่อไทย" เสียเปรียบทางการเมืองอีกครั้ง
แม้กระทั่ง "สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์" ประธานสภา ก็ยอมรับเองว่า อาจจะต้องนำร่าง พรบ.ดังกล่าวมาพิจารณาอีกครั้งว่าจะมีการพิจารณาเป็นวาระเรื่องด่วนทันทีหรือไม่ โดยจะดูที่บรรยากาศเป็นหลัก
ที่ประชุมพรรคเพื่อไทยจึงให้สมาชิกพรรคจัดกิจกรรมระหว่างปิดสมัยประชุม โดยจัดเวทีกำหนดโครงการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ทางการเมืองใน 300 เขตทั่วประเทศ มีการจัดเวทีปราศรัย 19 โซน โซนละ 2 จังหวัด มีการนำ "แกนนำพรรค" ไปช่วยปราศรัย "แก้เกม" ในประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญและร่าง พ.ร.บ.ปรองดองแห่งชาติ และปลายเดือนนี้จะจัดสัมมนา ส.ส.เพื่อไทยหลังจากรับฟังความเห็นและให้ความรู้ประชาชนในช่วงปิดสมัยประชุมสภา เพื่อกำหนดท่าทีของพรรคเพื่อไทยในการทำหน้าที่ในสภา
จากนี้ไปให้จับตา "เกมแย่งชิงมวลชนนอกสภา" ช่วงสภาปิดโดยอาศัย "สื่อทีวี" ของตัวเองใน "จานดาวเทียม" เฟื่องฟูคงสนุกเข้มข้นไม่เงียบเหงาเหมือนในการเมืองอดีต
..........
(หมายเหตุ : เกมชิงมวลชนนอกสภา:ผ่านจานดาวเทียม : ขยายปมร้อน โดยสมถวิล เทพสวัสดิ์)