กระจอกข่าว มีโอกาสพูดคุยกับ พล.ต.ท.เรืองศักดิ์ จริตเอก ผู้บัญชาการศึกษา เรื่องการเตรียมความพร้อมของ สตช.ก่อนที่จะเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ในปี 2558 หรือในอีกไม่ถึง 3 ปีข้างหน้า
พล.ต.ท.เรืองศักดิ์ เน้นถึงการพัฒนาศักยภาพตำรวจไทยให้รู้ถึงวัฒนธรรมของประเทศเพื่อนบ้าน ด้วยการส่งข้าราชการตำรวจในระดับชั้นต่างๆ ไปดูงานยังต่างประเทศ รวมถึงยังจะต้องมีการแลกเปลี่ยนตำรวจในกลุ่มอาเซียนอยู่เสมอ เพื่อได้รับรู้ ได้เห็น ได้ซึมซับวัฒนธรรมต่างๆ และนำกลับมาใช้ประโยชน์ในอนาคต
"ในสายตาท่านผู้บัญชาการศึกษาคิดว่ารูปแบบของการบริหารงานตำรวจประเทศใดในเอเชียที่มีความเจริญก้าวหน้ามากที่สุด?" กระจอกข่าวขี้สงสัยเอ่ยถามว่า
พล.ต.ท.เรืองศักดิ์ หัวเราะร่วนก่อนตอบว่า มีเรื่องตลกจะเล่าให้ฟัง...เมื่อไม่นานมานี้ ได้เดินทางไปศึกษาและดูงานที่ประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ ก็เห็นว่างานทางด้านบริหารราชการตำรวจของจีนนั้นพัฒนาก้าวหน้าไปมากกว่าเมื่อก่อนนี้มาก
ระหว่างตรวจเยี่ยมการทำงานของหน่วยต่างๆ ของเขา ก็มีการแจกเอกสารต่างๆ มากมาย ผมเองก็คลุกคลีอยู่กับเรื่องการพัฒนาการศึกษาของตำรวจมานานตั้งแต่สมัยอยู่โรงเรียนนายร้อยสามพราน รู้สึกตื่นเต้นกับเอกสาร (ภาษาจีน) ที่เขาทำแจกจ่ายตลอดทั้งสัปดาห์จนเอกสารเต็มห้องพัก
เมื่อล่ามภาษาจีน แปลเอกสารบางส่วนให้ฟัง รู้สึกว่าหัวข้อต่างๆ มันดูดีมาก ทั้งเรื่องเทคนิคการปราบปรามอาชญากรรมสมัยใหม่ การบริหารจัดการงานตำรวจด้านต่างๆ ก่อนกลับประเทศไทยจึงแจ้งความประสงค์ว่า จะให้เขาช่วยห่อเอกสารที่ได้รับแจกมากลับประเทศไทยด้วย เพื่อนำไปแปลเป็นภาษาไทย ซึ่งอาจเอามาปรับใช้กับงานของเราในอนาคตได้
แต่แล้วเรื่องตลกก็บังเกิดขึ้น!! เมื่อตำรวจระดับสูงของจีนถามว่า จะเอาเอกสารเหล่านี้ไปทำไมกัน? ท่านจำได้ไหมเมื่อ 20 ปี ก่อนคณะตำรวจจีนเคยเดินทางไปดูงานที่ประเทศของท่าน ผมเอาเอกสารเหล่านี้มาจากประเทศไทยแล้วมาแปลเป็นภาษาจีน แล้วท่านจะเอาเอกสารนี้ไปแปลเป็นภาษาไทยอีกทำไม?!?
“ผมถึงกับอึ้งๆ เขินๆ ทำอะไรไม่ถูก เขาก็ช่วยแก้เกี้ยวให้ว่า ท่านลองกลับไปดูซิว่าผมไปจริงหรือเปล่า ผมเอาเอกสารใส่กล่องกลับมา มีแต่เรื่องดีๆ ทั้งนั้น ทุกวันนี้ยังใช้ได้ ทันสมัยอยู่ ทีแรกผมก็ไม่เชื่อเขาพอมาตรวจสอบข้อมูลย้อนหลัง เขามาดูงานบ้านเราจริงๆ” พล.ต.ท.เรืองศักดิ์ บอกอย่างอารมณ์ดี
นั่นแหละคือคำตอบที่ พล.ต.ท.เรืองศักดิ์ ยืดอกยอมรับว่า ในภูมิภาคเอเชีย หลักสูตรการเรียนการสอน รวมถึงการบริหารจัดการองค์กรตำรวจของประเทศไทยไม่น้อยหน้าชาติใด เพียงแต่ที่ผ่านมาปัญหาอยู่ที่งบประมาณในการจัดฝึกอบรม หรือ "เทรนนิ่ง" คงไม่มีใครทำอะไรให้ดีได้ โดยที่ไม่ต้องผ่านการฝึกอบรมเรียนรู้
ทั้งนี้ ในเรื่องงบประมาณการฝึกอบรม ได้เสนอไปยังรัฐบาลแล้ว โชคดีที่รัฐบาลให้ความสำคัญไม่ตัดงบประมาณส่วนนี้ทิ้ง หากคิดจากงบประมาณทั้งหมดที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติเสนอไปงบประมาณการจัดฝึกอบรมจะอยู่ในสัดส่วนร้อยละ 7 เท่านั้น หากนำไปเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านจะอยู่ที่ร้อยละ 30-40 ต่อปี ต้องยอมรับว่างบ "เทรนนิ่ง" บ้านเราน้อยมาก!!