การเมืองไทยในตอนนี้ก้าวเข้าสู่ห้วงจังหวะที่กะพริบตาแล้วจะตามกันไม่ทัน ดังนั้นด้วยข้อจำกัดในด้านการจัดทำต้นฉบับจึงอาจเป็นเรื่องยากที่จะเขียนอะไรที่จะวิเคราะห์สถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที
แต่ในอีกด้านหนึ่งแทนที่จะเขียนวิเคราะห์สถานการณ์ที่เกิดขึ้น หรือมองไปข้างหน้าอย่างเดียว อาจจะต้องหันมาตั้งคำถามกับความวุ่นวายในช่วงสั้นๆ ที่ผ่านมาในรอบสัปดาห์-สองสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งจะว่าไปแล้วบางส่วนก็ได้กล่าวไว้บ้าง ก็คงจะต้องนำมาอภิปรายย้ำกันอีกครั้ง และมีเรื่องใหม่ที่ตั้งข้อสังเกตเอาไว้ด้วย
เรื่องแรกก็คือ หากมองการต่อสู้ว่าฝ่ายสนับสนุนคุณทักษิณ และฝ่ายสนับสนุนประชาธิปไตยจากการเลือกตั้ง ว่าเขาต่อสู้กับใครนั้น ก็ต้องตอบว่าต่อสู้กับสามกลุ่มใหญ่ที่มองเห็นและอธิบายได้ นั่นคือพรรคประชาธิปัตย์ที่เป็นพรรคฝ่ายค้าน พันธมิตร และศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระอีกจำนวนหนึ่งที่เริ่มสอดประสานเป็นในทางเดียวกัน
จะว่าไปแล้ว ก็เป็นเรื่องยากที่สื่อจะจับขั้วความขัดแย้งเรื่องนี้ออกมาเล่นง่ายๆ ซึ่งก็เป็นฝ่ายเป็นคุณกับฝ่ายต้านทักษิณที่ดูเหมือนว่าจะต้านประชาธิปไตยจากการเลือกตั้งไปด้วย เพราะขุนศึกสำคัญในฝ่ายนี้นั้นคือคุณถาวร เสนเนียม และคุณคำนูณ สิทธิสมาน
คุณถาวรนั้นเดิมเป็นอัยการ ดังนั้นคงไม่แปลกที่ลีลาการอภิปรายและเคลื่อนไหวจะโน้มน้าวใจคนได้ไม่ยาก ส่วนคุณคำนูณก็สุขุมนุ่มลึกในนามของส.ว.ที่ทำงานในสภาเช่นกัน
แต่คู่ขัดแย้งจริงที่เก็บตัวแต่มีพลังนั่นก็คือ บรรดาองค์กรอิสระที่ได้ประโยชน์จากการไม่ต้องมาตอบโต้รายวัน และปลอดจากการกดดันของสื่อต่างหาก ดังนั้นไม่ว่าผลต่างๆ จะเป็นอย่างไร ก็จะพบว่า ถ้าจะว่ากันตามเกมแล้ว สื่อไม่สามารถกดดันและทวงถามคำตอบของ "มือที่สาม" นี้ได้
ซึ่งทำให้การต่อสู้ของฝ่ายสนับสนุนคุณทักษิณและฝ่ายสนับสนุนประชาธิปไตยที่มาจากการเลือกตั้งตั้งหลักได้ยาก เพราะต้องเปิดการรบหลายด้านด้วยกัน
และโจทย์หลักที่แก้ไม่ได้ก็คือ กฎของจำนวนนั้นไม่สามารถจัดการกับลักษณะเครือข่ายและความเป็นองค์กรอิสระได้ และจะยิ่งตอกย้ำว่ากฎของจำนวนนั้นบางครั้งไม่สามารถที่จะฝืนความผนึกแน่นของเครือข่ายได้
เรื่องที่สองก็คือข้อถกเถียงที่สังคมควรจะเรียนรู้ในเรื่องของการตีความกฎหมาย ซึ่งก็เป็นไปตามที่คาดเอาไว้สองสัปดาห์ก่อน ว่าสุดท้ายเรื่องใหญ่ไม่ใช่เรื่องการปรองดอง แต่เป็นเรื่องว่ากฎหมายนั้นเปลี่ยนได้แค่ไหน โดยเฉพาะกฎหมายรัฐธรรมนูญ
ผมกลับรู้สึกว่าวิกฤติครั้งนี้มีความสำคัญมากในเรื่องของการเรียนรู้เรื่องรัฐธรรมนูญ เพราะเอาเข้าจริงแล้ว รัฐธรรมนูญนั้นคงจะประกอบกันด้วยทั้งสามองค์ประกอบ นั่นคือตัวบท วัฒนธรรม และที่สำคัญคือความเป็นสถาบันของรัฐธรรมนูญ
ตัวบทนั้นก็คือเรื่องของข้อความ คงไม่ต้องอธิบายกันมาก แต่ต้องย้ำว่า รัฐธรรมนูญนั้นเป็นเอกสารทางการเมือง ดังนั้นการตีความนั้นมันกระทบกับจุดยืนหลายฝ่ายและย่อมไม่มีความชัดเจนเท่ากับกฎหมายแพ่งหรืออาญาที่ดิ้นได้ยาก
สองนั้นคือวัฒนธรรม ซึ่งก็เป็นอะไรที่กว้างมาก อาจรวมไปถึงเรื่องของเรื่องใดบ้างที่ควรแตะ หรือเรื่องใดบ้างที่ไม่ได้เขียนแต่ก็รู้ๆ กันอยู่ สิ่งนี้ท่านอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ ได้เคยอภิปรายไว้นานมากแล้ว
แต่เรื่องที่สามที่เพิ่งจะชัดจริงๆ ก็คือ ความเป็นสถาบันของรัฐธรรมนูญเอง นั่นก็คือ แทนที่เราจะมองว่ารัฐธรรมนูญคือตัวบท หรือคือวัฒนธรรมเท่านั้น รวมทั้งคือเครื่องมือที่เราจะสามารถใช้สิ่งที่อยู่นอกรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะกรอบของตัวบทมาใช้ก็ได้ การตีความในแบบที่สามนั้น
กลับมีความศรัทธาในตัวรัฐธรรมนูญที่เป็นตัวบทที่สุด โดยคนพวกนี้ไม่ใช่พวกที่หาช่องโหว่ แต่เขาพยายามจะมองว่าจะทำอย่างไรที่จะตีความรัฐธรรมนูญเพื่อให้รัฐธรรมนูญทำงานได้ เพราะถ้าทำให้รัฐธรรมนูญทำงานไม่ได้แล้ว ก็จะไม่สามารถประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชนได้เลย
ในภาษาบ้านๆ ของผม พวกนี้คือพวกที่เชื่อในการปกครองด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญนิยมขั้นรุนแรง คือไม่หาช่องโหว่ หรือตีความไปในทางที่ไม่ให้เป็นไปในทางอื่นที่ตนไม่ต้องการให้เป็น แต่เป็นพวกที่ต้องการตีความให้รัฐธรรมนูญทำงานได้เพราะถ้าไม่มีรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะที่เป็นตัวบท (ไม่ว่ารัฐธรรมนูญนั้นจะคลอดมาจากไหน) สังคมก็อยู่ไม่ได้เอาเสียเลย