เลี้ยงลูกให้เป็นง่อย

เลี้ยงลูกให้เป็นง่อย : คอลัมน์ขมน้ำตาล หวานบอระเพ็ด : โดย...พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ

             ภาษิตโบราณไทยที่ได้ยินกันจนชินหูบทหนึ่งคือ “รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี” เป็นภาษิตที่มีความหมายสอนใจว่าหากรักลูกอยากให้ลูกได้ดีต้องรู้จักลงโทษลูกบ้าง อย่าตามใจลูกจนทำให้ลูกเหลิงและไม่กลัวการกระทำความผิด ซึ่งจะไปเข้าข่ายความหมายของภาษิตอีกบทหนึ่งคือ “สอนลูกให้เป็นโจร” นั่นเอง

              แสดงให้เห็นว่าการเลี้ยงดูลูกนั้นย่อมส่งผลให้ลูกเป็นไป หรือมีอนาคตแบบที่พ่อแม่เลี้ยงดูมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก เลี้ยงดีลูกก็ได้ดีเลี้ยงไม่ดีลูกก็เติบโตมาเป็นคนที่เกเรสร้างปัญหาให้กับสังคม เพราะว่าการกระทำหรือคำพูดใดๆ ที่เด็กได้เห็นได้ฟังอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ย่อมซึมซับเข้าไปในใจของเด็กจนทำให้เด็กต้องแสดงออกมาโดยอัตโนมัติ 

              รัฐบาลก็เปรียบเสมือนกับพ่อแม่ของประชาชน เพราะรัฐบาลมีหน้าที่คอยกำกับดูแลให้ประชาชนอยู่เย็นเป็นสุขประกอบอาชีพทำมาหากินได้ตามอัตภาพ การจัดวางบริหารระบบสาธารณูปโภคจึงเป็นภาระที่สำคัญของรัฐบาล เช่นเดียวกันกับความช่วยเหลือและอำนวยความสะดวก เมื่อประชาชนมีข้อขัดข้องหรือเกิดปัญหาในการดำรงชีพ

             ในประเทศที่ภาคประชาชนมีความเข้มแข็งทั้งองค์ความรู้และเศรษฐกิจ รัฐบาลจะออกกฎระเบียบหรือข้อกฎหมาย เพื่อให้ประชาชนสามารถดำรงชีวิตได้ ด้วยการยืนบนลำแข้งของตนเองมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เมื่อใดที่มีปัญหาเกิดขึ้นรัฐบาลก็จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหา ด้วยการแก้ไขระเบียบและกฎเกณฑ์ เป็นการผ่อนคลายให้ปัญหานั้นๆ ลุล่วงไปด้วยดี

             แต่ในประเทศที่รัฐบาลยังยึดติดกับความคิดที่ว่า ประชาชนของตนเองโง่และไร้ซึ่งความสามารถ รัฐบาลก็จะดำเนินการช่วยเหลือประชาชนในลักษณะของการ “ให้” ซึ่งแน่นอนว่าเป็นการให้สิ่งของและเงินทองเพื่อประชาชนจะได้นำไปใช้ได้โดยตรง เพราะรัฐบาลคิดเพียงแค่ว่าหากช่วยเหลือหรือสนับสนุนด้วยการออกกฎแก้ระเบียบ ประชาชนของตนเองก็จะไม่มีน้ำยาที่จะมีชีวิตอยู่ได้

              อีกทั้งการ “ให้” ในรูปแบบที่รัฐบาลประเภทหลังทำกันนั้น ในทางการเมืองถือว่าเป็นการให้ที่ได้ผล “คุ้มค่า” มาก  เพราะให้แล้วประชาชนซึ่งเป็นผู้รับเกิดความรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณ จนต้องตอบแทนด้วยการให้คะแนนตอบแทนกลับมาเมื่อมีการเลือกตั้ง และได้รับความรู้สึกดีดีทันทีที่ได้รับมากกว่าที่จะเกิดความรู้สึกจากการให้ด้วยกฎเกณฑ์ เพราะแบบหลังนี้จะส่งให้เกิดผลเห็นในระยะเวลาที่ยาวกว่ามาก แม้จะได้ผลที่เป็นบวกในระยะยาวและมั่นคงกว่าก็ตาม

              เมื่อรัฐบาลเลือกวิธีการ “ให้” สิ่งของและเงินทองด้วยวิธีการต่างๆ ประชาชนในประเทศนั้นๆ ก็จะเกิดความเคยชินที่จะได้รับโดยไม่ต้องทำงาน ขาดเหลือสิ่งใดก็ใช้วิธีการร้องขอแทนที่จะต่อสู้หรือทำงานเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งของที่ต้องการ ลูกเข้าเรียนไม่ได้ก็ร้องขอให้รัฐบาลทำหน้าที่จัดที่เรียนให้ ค้าขายขาดทุนก็เรียกร้องรัฐบาลให้เข้ามาช่วยเหลือด้วยการรับซื้อหรือจ่ายเงินอุดหนุน หากินมีรายได้ไม่พอเลี้ยงตัวก็เรียกร้องให้รัฐบาลเพิ่มเงินให้ หรือให้รัฐบาลจัดหาของใช้ที่จำเป็นให้ฟรีโดยไม่ต้องจ่ายเงิน และใช้กันแบบไม่ต้องประหยัดเพราะคิดกันว่านี่คือ “ของฟรี”

              การร้องขอและได้รับการจัดการให้ฟรีดังที่กล่าวมา ไม่ต่างกันกับการเลี้ยงลูกให้ไม่รู้จักทำมาหากินเอาแต่รอรับความช่วยเหลือ ซึ่งเมื่อพ่อแม่ตายไปหรือพ่อแม่ยากจนไม่มีเงินจะจัดหาให้ลูกได้  ลูกก็ไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้  หรือแม้แต่เมื่อลูกต้องเติบโตออกไปเผชิญกับการแข่งขันในโลกกว้าง ลูกก็จะต้องตกตายพ่ายแพ้ไม่สามารถสู้กับใครได้

             โลกวันนี้วันที่ทุกประเทศต้องเปิดพรมแดนค้าขายกันอย่างเสรี ประเทศใดที่รัฐบาลเห็นว่าประชาชนของตนเองโง่และไร้ความสามารถ จึงเลี้ยงดูประชาชนด้วยการให้และแจกฟรี  ประเทศนั้นย่อมตกอยู่ในอันตรายอย่างที่สุด เมื่อถึงเวลาต้องเปิดพรมแดนรับการแข่งขันเสรีกับประเทศอื่นครับ

..................................
(เลี้ยงลูกให้เป็นง่อย : คอลัมน์ขมน้ำตาล  หวานบอระเพ็ด : โดย...พัฒนเดช  อาสาสรรพกิจ)