สถานการณ์ของตลาดเงินในขณะนี้ พบว่ามีเสียงสะท้อนทั้งจากสถาบันการเงินและจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการระดมเงินพบว่า สภาพคล่องในระบบการเงินตึงตัวขึ้นมากเมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้ ทำให้หลายฝ่ายเป็นห่วงว่าสถาบันการเงินจะไม่ปล่อยสินเชื่อให้ภาคเอกชน โดยเฉพาะเอสเอ็มอี หรืออาจจะมีต้นทุนในการกู้เงินที่สูงขึ้น ทั้งๆ ที่ในช่วงนี้จะเห็นว่าธนาคารพาณิชย์เกือบทุกแห่งต่างออกผลิตภัณฑ์เงินฝากรูปแบบใหม่มาแข่งขันระดมเงินฝาก โดยให้อัตราดอกเบี้ยสูงและฝากในช่วงสั้นๆ อย่างมาก อีกทั้งยังมีการคาดการณ์กันว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกเล็กน้อยทำให้ดอกเบี้ยในตลาดปรับขึ้นไปดักหน้าก่อน
มองตลาดการเงินผิดปกติในช่วงสั้น
นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า จากขอมูลของ ธปท.ระบุว่า สภาพคล่องในระบบมีประมาณ 2 ล้านล้านบาท จึงไม่น่าจะมีปัญหาเรื่องการกู้เงินของภาครัฐและเอกชน โดยยืนยันว่าการกู้เงินมาใช้จ่ายของภาครัฐยังสามารถกู้เงินในประเทศได้ เพราะสภาพคล่องมีเพียงพอ แต่การที่ธนาคารพาณิชย์ออกมาระบุว่าสภาพคล่องในระบบลดลง และการที่กระทรวงการคลังต้องกู้เงินโดยมีต้นทุนสูงขึ้นนั้น น่าจะเกิดความผิดปกติของตลาดในช่วงสั้นๆ นี้ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะสถาบันการเงินต่างกักตุนสภาพคล่องเอาไว้ เนื่องจากยังไม่มั่นใจสถานการณ์เศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะปัญหาหนี้ยุโรป และอีกส่วนหนึ่งต้องเตรียมสภาพคล่องไว้ส่งเงินค่าธรรมเนียม 0.47% ให้กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ด้วย
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมที่จะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เพราะเงินเฟ้อยังไม่ใช่ปัจจัยสำคัญที่ต้องเข้าไปดูแล หรือขึ้นดอกเบี้ยเพื่อดึงเงินเฟ้อลง เพราะจะทำให้เอกชน โดยเฉพาะเอสเอ็มอีมีต้นทุนการกู้เงินที่สูงขึ้นในภาวะที่รัฐบาลได้เร่งรัดการลงทุนและการบริโภคในประเทศเพื่อเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจ รวมทั้งการกู้เงินเพื่อใช้ในโครงการลงทุนของภาครัฐด้วย
“กรณีที่แบงก์พาณิชย์ออกมาระบุว่าสภาพคล่องลดลงและมีการกักตุนเงินไว้ไม่ปล่อยกู้ออกมานั้น แบงก์ชาติก็ต้องเข้าไปตรวจสอบว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้นหรือไม่ ซึ่งอาจเกิดขึ้นในภาวะช่วงสั้นๆ นี้ ก็ได้เพราะแบงก์ไทยอาจระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น เพื่อรอดูปัญหาของระบบการเงินในยุโรปและการแก้ปัญหาหนี้สินว่าจะคลี่คลายหรือมีความเสี่ยงมากขึ้นด้วย”
นายสมชัยกล่าวอีกว่า ในส่วนของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐนั้น พบว่าขณะนี้เริ่มมีการปล่อยสินเชื่อมากขึ้นแล้ว หลังจากได้เรียกมาหารือทำความเข้าใจกัน ส่วนการปล่อยกู้เพื่อช่วยเหลือเอสเอ็มอีนั้น หลังจากที่ผ่านมาสถาบันการเงินทั้งเอกชนและของรัฐยังไม่ได้ปล่อยกู้ให้มากเท่าที่ควร เนื่องจากกลัวความเสี่ยง ล่าสุดได้มีการหารือเพื่อผ่อนปรนหลักเกณฑ์การปล่อยกู้มากขึ้นและใช้กลไกลของบรรษัทค้ำประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เข้ามาค้ำประกันในวงเงินมากขึ้น โดยได้หารือกับ ธปท. แล้วในการผ่อนปรนเงื่อนไขการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) ดังกล่าว
สำหรับเงื่อนไขการปล่อยสินเชื่อซอฟต์โลนให้เอสเอ็มอีที่กำหนดไว้ไม่เกินรายละ 30 ล้านบาทนั้น เงื่อนไขของ บสย.ค้ำประกันไม่เกิน 5-10 ล้านบาท ทำให้ในเร็วๆ นี้ กระทรวงการคลังจะขอขยายวงเงินการค้ำประกันของ บสย.ได้ถึง 30 ล้านบาท และมีระยะเวลาสอดคล้องกับเงื่อนไขของซอฟต์โลนของ ธปท.ด้วย
ผวาต้นทุนเงินกู้ภาครัฐ-เอกชนพุ่ง
นายจักรกฤศฎิ์ พาราพันธกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ระบุว่า ขณะนี้สถานการณ์ดอกเบี้ยในตลาดกู้เงินระยะสั้นมีต้นทุนสูงขึ้นมาก แม้จะเป็นการกู้เงินโดยกระทรวงการคลัง พบว่า ล่าสุดดอกเบี้ยระยะสั้นขึ้นไปอยู่ระดับ 4% ซึ่งเท่ากับดอกเบี้ยเงินกู้ระยะยาว 10 ปี จากการสอบถามหลายๆ แบงก์ แม้กระทั่งแบงก์รัฐอย่างธนาคารออมสิน หรือธนาคารกรุงไทยเอง ยังระบุว่าไม่มีสภาพคล่องส่วนเกินเหลือมากนัก และคิดต้นทุนเงินกู้จากกระทรวงการคลังค่อนข้างสูงทั้งๆ ที่สภาพคล่องในระบบน่าจะมีอยู่อีกมาก
“สถานการณ์ในตลาดเงินขณะนี้ค่อนข้างผิดปกติ ทั้งการที่ดอกเบี้ยเงินกู้อยู่ในช่วงขาขึ้นๆ ทั้งที่ดอกเบี้ยนโยบายยังไม่มีการปรับขึ้น แม้กระทั่งการกู้เงินของรัฐบาลเองยังมีต้นทุนสูงขึ้นแล้วภาคเอกชนจะไม่ยิ่งได้รับผลกระทบได้อย่างไร จึงอยากให้ ธปท.เข้ามาดูแลตลาดเงินด้วย”
ผู้อำนวยการ สบน.ระบุว่า ที่น่าห่วงคือสภาพคล่องในระบบการเงิน ที่ก่อนหน้านี้คาดการณ์ว่าสภาพคล่องในประเทศน่าจะมีเพียงพอรองรับการกู้เงินของภาครัฐและเอกชนที่ต้องการลงทุนหรือทำโครงการขนาดใหญ่ แต่ขณะนี้กลายเป็นว่าสภาพคล่องหายไปจากระบบค่อนข้างมาก และอยากตั้งข้อสังเกตว่าเป็นเพราะ ธปท. ดูดซับสภาพคล่องส่วนเกินเข้าไปมากเกินไปหรือไม่ เพราะจะยิ่งเป็นการสนับสนุนให้แบงก์หันมาปล่อยกู้ ธปท. เพื่อกินดอกเบี้ยแทนที่จะไปปล่อยกู้ในตลาด
ล่าสุดพบว่ามีสภาพคล่องส่วนเกินที่ ธปท. ดูดกลับเข้าไปถึง 3.9 ล้านล้านบาท โดยเป็นการออกออกพันธบัตร ธปท.ดูดซับสภาพคล่องเข้าไป 2.7 ล้านล้านบาท และเป็นการดูดซับในตลาดอาร์พีอีก 1.2 ล้านล้านบาท ทำให้ล่าสุด สบน.ตัดสินใจเลิกกู้จากตลาดเงินและกู้แบบเทอมโลนจากสถาบันการเงินและหันมาใช้เครื่องมือการกู้เงินของตัวเองอย่างการออกตั๋วเงินคลังหรือตั๋วพีเอ็นที่เป็นการกู้เงินระยะสั้นๆ แทน
"ในเมื่อ สบน.กู้เงินในตลาดเงินระยะสั้นดอกเบี้ยสูงกว่าดอกเบี้ยนโยบายและดอกเบี้ยไบบอร์ที่เป็นดอกเบี้ยอ้างอิงของตลาดในประเทศ ก็ไม่มีประโยชน์ที่จะพึ่งพาการระดมเงินผ่านช่องทางดังกล่าว”
นายจักรกฤศฎิ์กล่าวว่า ขณะนี้ สบน.จึงต้องมีการปรับเปลี่ยนแผนการกู้เงินใหม่ทั้งหมดทั้งการกู้เงินของรัฐบาลและการกู้เงินให้รัฐวิสาหกิจ โดยหันมากู้ยืมเงินระยะสั้น ด้วยการออกตั๋วเงินคลังระยะสั้น 3-6 เดือนแทนโดยจะออกหมุนเวียนไปเรื่อยๆ หรืออาจออกอายุ 1-3 ปีก็ได้ เนื่องจากสามารถควบคุมต้นทุนไม่ให้สูงเกินไปได้โดยจะต่ำกว่าการไปกู้จากตลาดเงินถึง 0.6-0.7%
ธปท.ชี้เศรษฐกิจฟื้นดันดอกเบี้ย
ขณะที่นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธปท.ออกมาตอบโต้ทันทีว่า ต้นทุนการกู้ยืมในตลาดการเงินและตลาดพันธบัตรระยะสั้นที่สูงขึ้นในช่วงนี้ ไม่ได้เป็นเพราะ ธปท.ดูดซับสภาพคล่องส่วนเกินจากระบบการเงินมากเกินไป
"เราดูดเฉพาะส่วนเกิน ไม่ได้เข้าไปดูดสภาพคล่องในระบบ การทำงานของเราเป็นแบบตั้งรับที่สถาบันการเงินมาปล่อยกู้กับแบงก์ชาติในช่วงสิ้นวันเท่านั้น"
อย่างไรก็ตาม ผู้ว่าการ ธปท.ยอมรับว่ากลไกตลาดขณะนี้ต้นทุนทางการเงินของสถาบันการเงินปรับสูงขึ้นจริง ขณะที่การขยายตัวของสินเชื่อก็อยู่ในระดับสูงและเป็นผลมาจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ทำให้ตลาดเงินคาดการณ์ว่า อัตราดอกเบี้ยในอนาคตและดอกเบี้ยนโยบายจะขยับขึ้น 0.25% โดยยืนยันว่าไม่ได้เกิดจากการที่ ธปท.ดูดซับสภาพคล่องมากเกินไป
นอกจากนี้ นายประสารยังระบุว่า การขยายตัวของสินเชื่อสถาบันการเงินก็อยู่ในระดับสูง โดยในไตรมาสแรกสินเชื่อขยายตัวราว 13% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่อยู่ในระดับ 15% จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ระบบการเงินจะทำงานและทำให้ขณะนี้ ดอกเบี้ยในตลาดการเงิน สูงกว่าดอกเบี้ยนโยบายไปบ้าง
----------
แบงก์รับสภาพคล่องหด1.8แสนล้าน
จากข้อมูลของทางศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจธนาคารทหารไทย ระบุว่า สภาพคล่องในระบบของธนาคารพาณิชย์ไทย 14 แห่ง ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมามีการปรับลดลงอย่างต่อเนื่องกว่า 1.8 แสนล้านบาท หรือจากระดับ 7.3 แสนล้านบาท ณ สิ้นปี 2554 มาอยู่ที่ 5.5 แสนล้านบาท โดยตั้งแต่ต้นปีถึงเดือนเมษายนพบว่า เงินฝากมีการขยายตัวมากถึง 8% หรือ 5 แสนล้านบาท จาก 7.3 ล้านล้านบาท ณ สิ้นปี 2554 มาอยู่ที่ 7.8 ล้านล้านบาท ขณะที่ปริมาณสินเชื่อกลับเพิ่มขึ้นเพียง 3% หรือ 2.1 แสนล้านบาท จาก 7.94 ล้านล้านบาท ณ สิ้นปี 2554 มาอยู่ที่ 8.15 ล้านล้านบาท โดยธนาคารพาณิชย์มีการนำสภาพคล่องที่ค่อนข้างมากไปพักไว้ในการลงทุนระยะสั้นไม่เกิน 12 เดือนเพิ่มขึ้น เช่น พันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้รัฐวิสาหกิจ เป็นต้น
นอกจากนี้ จะเห็นธนาคารพาณิชย์ขนาดกลางและขนาดเล็กเร่งระดมเงินฝากในรูปแบบต่างๆ เพื่อจูงใจลูกค้ามากขึ้น โดยเฉพาะก่อนที่สถาบันคุ้มครองเงินฝากจะปรับลดวงเงินคุ้มครองเงินฝากลงเหลือ 1 ล้านบาทในวันที่ 11 สิงหาคม 2555 และแข่งกับธนาคารเฉพาะกิจด้วย
นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ ระบุว่า สภาพคล่องที่ลดลงว่าเป็นผลจากความต้องการสินเชื่อที่มีเข้ามาหลายทางด้วยกัน และยังเห็นการแข่งขันระดมเงินฝากอยู่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งตราบใดที่ความต้องการสินเชื่อยังเข้มแข็ง ธนาคารต้องพยายามรักษาอัตราส่วนสินเชื่อต่อเงินฝากให้อยู่ในระดับเหมาะสม ด้วยการรักษาระดับการเติบโตของสินเชื่อและเงินฝากให้อยู่ในระดับเดียวกันที่ 6%-8% ทั้งนี้ แนวโน้มในช่วงไตรมาส 2-3 สภาพคล่องยังอาจปรับลดลงได้อีก จากความต้องการของภาคครัวเรือนภาคธุรกิจและภาครัฐ
อย่างไรก็ตาม สภาพคล่องที่ลดลงกดดันต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ยให้ปรับเพิ่มขึ้นได้ จึงเป็นหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่จะบริหารจัดการให้เกิดความเหมาะสมกับเศรษฐกิจ ซึ่ง ธปท.อาจปล่อยสภาพคล่องเข้าสู่ระบบเพิ่มเติมได้
ด้านนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย ระบุว่า ในปลายปี 2554 สภาพคล่องทั้งระบบอยู่ที่ 1.4 ล้านล้านบาท แต่ขณะนี้ เหลืออยู่เพียง 8-9 แสนล้านบาท ผลจากความต้องการสินเชื่อของภาคเอกชนที่เพิ่มขึ้นมากช่วงไตรมาสแรก และการใช้จ่ายภาครัฐทำให้สภาพคล่องเริ่มหายไป แต่มองว่าสภาพคล่องในประเทศยังเหลืออยู่มาก แม้จะลดลงจากปี 2554 ก็ตาม โดยปกติสภาพคล่องที่ระดับ 4-5 แสนล้านบาท ก็ถือว่าเหมาะสมแล้ว
อย่างไรก็ตาม สภาพคล่องในปริมาณดังกล่าวยังคงเพียงพอรองรับการปล่อยสินเชื่อ ซึ่งหากเศรษฐกิจขยายตัวที่ 4-5% ต่อปี สภาพคล่องส่วนเกินควรอยู่ที่ระดับ 4-5 แสนล้านบาท ขณะที่ธนาคารกรุงไทย ยังคงเร่งระดมเงินฝากให้มีความสมดุลกับการเติบโตของสินเชื่อเช่นกัน
----------
(หมายเหตุ : สภาพคล่องหด-ดอกเบี้ยพุ่ง ผวาต้นทุนเงินกู้ภาครัฐ-เอกชนเพิ่ม : รายงานพิเศษ)
----------