เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 11 มิถุนายน 2555

เกษตรกรยุคใหม่:ผักไทยไปอียู(3)

คอลัมน์ เกษตรกรยุคใหม่ : ผักไทยไปอียู (3) : โดย ... รศ.ดร.พีรเดช ทองอำไพ

          คราวที่แล้วได้เกริ่นไว้ว่า เรื่องการส่งออกผักไทยไปยุโรป ซึ่งมีข้อจำกัดมากมายเกี่ยวกับสารพิษตกค้างและมีแมลงติดไปในผัก รวมทั้งมีการปนเปื้อนจากจุลินทรีย์ที่อาจเป็นอันตราย จึงทำให้เราเสียโอกาสในการส่งออกผักไปต่างประเทศอย่างมาก และก่อให้เกิดผลกระทบหลายอย่างสำหรับธุรกิจอาหารไทยในต่างแดน 

          โดยวิธีการที่จะแก้ไขเรื่องนี้คงทำได้โดยการจัดการกระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นทาง และเนื่องจากความต้องการผักมีมาก ดังนั้น จึงต้องมีการผลิตในพื้นที่ขนาดใหญ่ แต่ว่าปัจจุบันเกษตรกรรายใหญ่ที่จะมีโอกาสผลิตผักแบบรายเดียวนั้นมีน้อยมาก หรืออาจไม่มีเลย แต่วิธีหนึ่งที่จะช่วยแก้ปัญหาได้ คือ เรื่องการรวมกลุ่มกันผลิตภายใต้มาตรฐานเดียวกัน ซึ่งกลุ่มดังกล่าวอาจเป็นกลุ่มเกษตรกร หรือกลุ่มสหกรณ์ที่มีอยู่แล้วก็ได้ แต่ว่ากลุ่มเกษตรกรกลุ่มใหม่ที่น่าสนใจและมีความเป็นไปได้สูง คือ กลุ่มเกษตรกรรุ่นใหม่  ซึ่งเป็นโครงการของกระทรวงเกษตรฯ โดยมี ส.ป.ก.เป็นแกนหลัก ร่วมกับวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี และมี สกว. เป็นผู้ประสานงานร่วมอยู่ด้วย 

          โครงการนี้สร้างและพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ที่มีความรู้ระดับ ปวช. ปวส. หรือสูงกว่า และจะได้รับพื้นที่ดินจาก ส.ป.ก.เพื่อทำการเกษตร โดยที่ดินดังกล่าวเป็นแปลงใหญ่และแบ่งย่อยให้เกษตรกรรุ่นใหม่แต่ละรายได้ใช้ประโยชน์ ดังนั้น หากสามารถใช้กลุ่มดังกล่าวในการผลิตผักที่มีคุณภาพสูงและปลอดภัยจากการปนเปื้อนต่างๆ ก็จะมีโอกาสที่ทำให้เราส่งผักออกไปจำหน่ายต่างประเทศได้เป็นอย่างดี 

          ในการวางแผนการผลิตนั้น สิ่งแรกที่ต้องทำ คือ การหาข้อมูล พืชผักที่ต้องการคือ กะเพรา โหระพา ถั่วฝักยาว พริก มะเขือ ตะไคร้ เป็นต้น หากจะให้เกษตรกรรุ่นใหม่ปลูกพืชเหล่านี้ ก็ต้องทราบก่อนว่าปริมาณความต้องการของตลาดแต่ละวันมีมากน้อยเพียงใด แล้วกลับมาดูขีดความสามารถการผลิต เช่น ผลผลิตต่อไร่เป็นอย่างไร ต้นทุนการผลิตมากน้อยแค่ไหน และราคาต่ำสุดที่จะรับได้ควรเป็นเท่าใด 

          เมื่อได้ข้อมูลเหล่านี้แล้ว เกษตรกรรุ่นใหม่เหล่านี้จะได้ใช้ในการตัดสินใจว่าควรจะปลูกขายหรือไม่ และสิ่งที่ต้องมีคือ ผู้รับซื้อ ซึ่งควรต้องมีการตกลงกันล่วงหน้าว่าจะรับซื้อผลิตผลเหล่านี้ในปริมาณและราคาเท่าใด หากทุกฝ่ายอยู่ได้ และพอใจตรงกัน การผลิตและการขายก็จะเกิดขึ้นได้ 

          ทั้งหมดนี้เป็นหลักการที่ทางโครงการเกษตรรุ่นใหม่จะใช้ในการผลิต ไม่เหมือนเมื่อก่อนนี้ที่ผลิตตามกันไป โดยไม่ได้คำนึงถึงตลาด จึงทำให้เกิดภาวะสินค้าล้นตลาด และไม่สามารถต่อรองกับผู้ซื้อได้ 

          นอกจากแนวคิดที่จะใช้ประโยชน์จากโครงการสร้างและพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ในการผลิตผักเพื่อส่งออกไปยังยุโรปแล้ว ทางกรมวิชาการเกษตร หน่วยงานหลักในการตรวจรับรองผลิตผลที่จะส่งออกไปยังยุโรป ก็ได้ร่วมมือกับภาคเอกชนในการผลักดันให้มีการผลิตผักปลอดภัยเพื่อการส่งออก โดยการสร้างความร่วมมือกับ อบต. และกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตผักที่มีอยู่เดิม เพื่อให้สามารถผลิตผักที่มีคุณภาพส่งออกได้ตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ 

          นับว่าเป็นอีกทางที่ช่วยกันดำเนินการในเรื่องนี้ แต่ไม่ว่าจะใช้เกษตรกรกลุ่มใดผลิต สิ่งที่ต้องคำนึงถึง คือ พื้นที่ในการผลิตต้องมากพอ และถึงแม้จะใช้เกษตรกรหลายรายในการผลิต แต่ ทั้งหมดต้องอยู่ภายใต้กฎกติกา และมาตรฐานเดียวกัน 

          การผลิตในพื้นที่ใหญ่ที่เป็นพื้นที่ติดกันจะควบคุมดูแลคุณภาพได้ง่ายกว่า ซึ่งถ้ามองแง่นี้แล้ว การใช้กลุ่มเกษตรกรรุ่นใหม่ภายใต้พื้นที่ของ ส.ป.ก. มีโอกาสทำได้ง่ายกว่าครับ!

 

 

----------

(หมายเหตุ : คอลัมน์ เกษตรกรยุคใหม่ : ผักไทยไปอียู (3) : โดย ... รศ.ดร.พีรเดช ทองอำไพ)

----------