10 มิ.ย.55 นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตสมาชิกบ้านเลขที่ 111 ในฐานะประธานสถาบันการศึกษาการพัฒนาประชาธิปไตย กล่าวถึงสถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้ ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้รัฐสภา ชะลอการลงมติร่างแก้รัฐธรรมนูญวาระ 3 ว่า สังคมไทยอยู่ระหว่างทางสองแพร่ง คือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ เดินหน้าต่อไปมีการลงมติวาระ 3 เลือกตั้ง สสร. และมีการลงประชามติ ส่งผลให้ได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยภายใต้เสียงของประชาชนทั้งประเทศ ซึ่งทำให้เราแก้ไขวิกฤติพื้นฐานของประเทศ ที่สืบเนื่องจากรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตย
ส่วนอีกทางหนึ่งคือการล้มรัฐธรรมนูญ โดยศาลรัฐธรรมนูญ จะเดินหน้าพิจารณาคำร้องต่อไป และวินิจฉัยว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้เป็นการล้มล้างระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พร้อมทั้งให้ยุติการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะส่งผลให้เราย้ำอยู่กับที่ ที่ไม่เป็นประชาธิปไตยและไม่ยุติธรรม ร้ายไปกว่านั้นเราจะอยู่ภายใต้การปกครองที่ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจสูงสุด โดยที่ประชาชนไม่สามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญได้อีกต่อไป ถือเป็นการละเมิดรัฐสภาที่มีอำนาจสูงสุด ถ้าเหตุการณ์พัฒนาไปเช่นนั้นจะนำไปสู่ปัญหาอีกมาก เช่น การยุบพรรคการเมือง การถอดถอนคณะรัฐมนตรี ดังนั้นจะเกิดสูญญากาศทางการเมืองซึ่งอาจทำให้มีผู้เสนอ มารตรา 7 ขึ้นมา สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นจากการที่ศาลรัฐธรรมนูญดึงดันบิดเบือนในการที่จะขัดรัฐธรรมนูญมากขึ้นเรื่อย โดยไม่ยึดถึงการตีความของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในชุดก่อนๆ ที่มีบรรทัดฐานว่า ผู้ร้องไม่มีอำนาจที่จะยื่นร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ โดยตรงแต่ต้องยื่นต่ออัยการสูงสุดตรวจสอบก่อนที่จะยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งถือเป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญ เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจในการในการวินิจฉัยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
เมื่อถามว่า รัฐสภาควรชะลอการลงมติวาระ 3 ออกไปก่อนหรือไม่ นายจาตุรนต์ กล่าวว่า การชะลอไว้ด้วยเหตุผลว่ากลัวบ้านเมืองจะมีปัญหาคงต้องชั่งน้ำหนัก แต่หากจะคัดค้าด้วยสันติวิธีก็คงไม่มีปัญหาอะไร แต่หากว่าชะลอเพราะต้องการปฏิบัติตามคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ เรื่องนี้จะกลายเป็นบรรทัดฐานที่เสียหายร้ายแรงต่อระบบรัฐสภา จะส่งผลให้ระบบรัฐสภาขึ้นตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถือเป็นการยอมให้อำนาจอธิปไตยที่เป็นของประชาชนตกอยู่ในมือของศาลรัฐธรรมนูญที่ไม่ได้มาจากประชาชน
"เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่ประชาชนทั้งประเทศต้องตัดสินใจ สมาชิกรัฐสภาต้องร่วมกันตัดสินใจในการหาทางออก ส่วนตัวเห็นว่ารัฐสภาควรที่จะเดินหน้าต่อไปในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มีความจำเป็นที่รัฐสภาจะต้องเดินหน้า ถ้าหากการประชุมสภาฯในวันที่ 12 มิ.ย.นี้กลับไปพิจารณาเรื่องอื่น ก่อนที่จะลงมติวาระ 3 นั้นแสดงว่ารัฐสภาได้ชะลอการลงมติตามคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งถือเป็นบรรทัดฐานของรัฐสภาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว" นายจาตุนต์ กล่าวและว่า อย่างไรก็ตามตนเห็นว่ากระบวนการรัฐสภาจะขึ้นอยู่ว่าจะพร้อมใจในการเดินหน้าหรือไม่ หากสมาชิรัฐสภาลงมติว่าคำสั่งของศาลไม่ผูกพันนั้น ก็สามารถเดินหน้าลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระ 3 ได้แน่นอน
เมื่อถามว่า มองอย่างไรหากมีการเดินหน้าในการแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วพรรคประชาธิปัตย์ก็จะคัดค้านให้ถึงที่สุด นายจาตุรนต์ กล่าวว่า เป็นปกติธรรมดาอยู่แล้วที่พรรคประชาธิปัตย์จะออกมาคัดค้านในสิ่งที่รัฐบาลทำ แต่หากจะทำตามในสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์คัดค้านเสมอ ก็คงต้องให้พรรคประชาธิปัตย์เป็นเสียงข้างมากในสภาฯ โดยส่วนตนเห็นว่าหากไม่มีการลงมติในวาระ 3 และปล่อยให้รัฐธรรมนูญเดินหน้าแบบนี้ วิกฤติจะร้ายแรงอย่างมาก ดังนั้นถ้าไม่อยากเห็นวิกฤติของบ้านเมืองนี้ทุกฝ่ายต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งในขณะนี้ศาลรัฐธรรมนูญกำลังทำผิดรัฐธรรมนูญ และเชื่อว่าจะทำผิดมากยิ่งขึ้นหากยังเดินหน้าพิจารณาต่อไป
เมื่อถามว่า วันนี้ดูเหมือนว่าเป็นการตีความรัฐธรรมนูญที่ต่างกัน ทั้งอัยการสูงสุดและศาลรัฐธรรมนูญ เรื่องนี้จะสามารถหาจุดลงตัวได้อย่างไร นายจาตุรนต์ กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ใช่ว่าอัยการสูงสุดตีความอีกอย่าง ศาลรัฐธรรมนูญตีความอีกอย่าง แต่อัยการตีความในอำนาจหน้าที่ที่ให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าเรื่องนี้พอที่จะไปร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งนี่คือบทบัญญัติที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ และอัยการก็ทำตามหน้าที่ แต่ศาลรัฐธรรมนูญได้บิดเบือน มาตรา 68 ไม่ได้เกิดจากหลักฐานการตรวจสอบของอัยการ ดังนั้นหากศาลรัฐธรรมนูญยังเดินหน้าตีความต่อไป ก็เท่ากับว่าไม่มีมูลในการตีความ