เพราะใครๆ ก็รู้ ว่าที่ อำเภอลับแล จ.อุตรดิตถ์...ภูเขากินได้ ไม่เชื่อ ก็ดูจากข้อมูลของกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ที่ระบุว่า “ตอนเหนือของอำเภอลับแลเป็นภูเขา ชาวบ้านนิยมปลูกพืชสวนผลไม้ ได้แก่ ทุเรียน ลางสาด มังคุด ลองกอง นับเป็นพืชเศรษฐกิจที่สร้างชื่อเสียงให้ลับแล ส่วนที่ราบระหว่างภูเขาใช้ทำนา และยังมีผลผลิตจากป่าตองกงใช้ทำไม้กวาด เป็นอุตสาหกรรมในครอบครัว กล่าวได้ว่าบริเวณนี้เป็นเขตเศรษฐกิจของอำเภอ ผลผลิตสวนผลไม้ทำรายได้ให้ลับแลในแต่ละปี คิดเป็นมูลค่านับร้อยล้านบาท
ก็จะไม่ร้อยล้านได้อย่างไร ขนาดผมอุตส่าห์รอนแรมไปจนถึงตลาดสดเทศบาลศรีพนมมาศ ใจกลางเมืองลับแล แต่ราคา “หลงลับแล” ยังปาเข้าไปกิโลกรัมละ 80 บาท ลองนึกดูว่ากว่าจะถึงปลายทาง บ้างว่าถึงกิโลกรัมละ 160 - 180 บาททีเดียว ทั้งนี้ก็เพราะ “หลงลับแล” กับ “หลินลับแล” เป็นทุเรียนสายพันธุ์ใหม่ที่ทั้งหอม หวาน มีรสมัน และกลิ่นไม่แรง รับประทานแล้วเรอออกมาไม่น่าเกลียด ทำให้หลายๆ คนที่ยอมแพ้ทุเรียนเรื่องกลิ่น หันกลับมาลองกินทุเรียนกันเป็นจำนวนมาก ผมลองชิมแล้ว ก็ยอมรับ “หลง-หลินลับแล” โดยเฉพาะ “หลิน” กำจัดจุดอ่อนเรื่องกลิ่นของทุเรียนได้ชะงัดจริงๆ จึงไม่น่าแปลกใจ ที่ทำไม กิโลละเกือบ 200 บาท ก็ยังมีคนพากเพียรเสาะแสวงหามารับประทานเพื่อความเป็นสิริมงคลสักครั้งในชีวิต
แต่จุดอ่อนของ “หลิน” อยู่ตรงที่เวลาซื้อต้องวัดดวงกันหน่อย เพราะมีโอกาสจะเจอลูกที่มีเนื้อลีบเล็กให้กินได้นิดเดียว หรือบางลูกไม่มีเนื้อเลย ถือเป็นสีสันให้ลุ้นกันสนุกๆ มากกว่า ใครเจอแจ็กพ็อตเข้า ก็คิดเสียว่าโชคร้ายจะกลายเป็นดี...จะไม่เป็นทุกข์ครับ
แต่ทุเรียนลับแลไม่ได้มีแต่หลงกับหลิน “หมอนทองลับแล” ก็ไม่เป็นสองรองใคร แล้วไหนยังมีลางสาด ลองกอง มังคุด เงาะ มะไฟ สับปะรด ฯลฯ อีกสารพัดให้เลือกชิมได้ทั้งปี ผมมีโอกาสเข้าไปชมสวนผลไม้ของชาวลับแล แล้วตกใจ เพราะเวลาไปยืนใต้ต้น เห็นมะไฟ ลองกอง ลางสาด ออกลูกดกมากๆ ดกจนบดบังใบและลำต้นแทบมิด โดยเฉพาะถ้าไปยืนใต้ต้นทุเรียน อย่ามัวชมวิวเพลิน คุณอาจถูกทุเรียนหล่นใส่กบาลได้ เหตุเพราะมันมีลูกดกจัด จนคนเก็บปีนไปเก็บลูกที่อยู่ไกลๆ ไม่ไหว ต้องปล่อยให้สุกร่วงลงมาเอง ผมนั่งคุยกับชาวบ้านใต้เพิงพัก ยังได้ยินเสียงทุเรียนหล่นใส่หลังคาสังกะสีเป็นระยะๆ
ไม่นับมอเตอร์ไซค์วิ่งผ่านไม่ขาดสาย ซึ่งไม่ใช่แก๊งเด็กแว้นที่ไหน แต่เป็นมอเตอร์ไซค์ขนส่งทุเรียนลงมาจากสวนผลไม้บนภูเขา ทุกคันจึงมีโครงเหล็ก ทำเป็นตะแกรงติดไว้ที่เบาะหลัง สำหรับบรรทุกทุเรียนที่มีค่าดั่งทองได้ครั้งละหลายสิบลูก คิดดูว่า ขนาดคนไม่มีที่ดิน ไม่มีสวนผลไม้ ยังรับจ้างเก็บทุเรียนได้กิโลกรัมละ 4-5 บาท คนที่ชำนาญจะเก็บทุเรียนได้นับ 100 ก.ก. ภายใน 2 ชั่วโมง ได้ค่าจ้างเก็บราว 500 บาท มากกว่าค่าแรงขั้นต่ำในกทม.เสียอีก
ภูเขาที่ล้อมรอบลับแลจึงได้ชื่อว่า “ภูเขากินได้” ลับแลซึ่งเป็นอำเภอเล็กๆ แต่ได้สมญานาม “อภิมหาอาณาจักรผลไม้” เป็นความมั่งคั่งทางทรัพยากรของ “ประชาคมอาเซียน” ในอนาคตอย่างแท้จริง อันว่า “ข้าว” นั้นเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวัน เหมือนสบู่ ยาสีฟัน แต่ “ผลไม้” อย่างทุเรียนนั้น จะว่าไปก็ไม่ต่างอะไรกับ “เครื่องประดับ” อย่างสายสร้อย นาฬิกา ฯลฯ ราคาจะสูงตาม “ความปรารถนา” มากกว่า “ความจำเป็น” ดังนั้น ถ้าประชาคมอาเซียนร่วมใจกันทำการตลาดให้ดี ผลไม้จะกลายเป็น “ทองคำ” ขึ้นมาจริงๆ โดยเฉพาะ “หลง-หลินลับแล” ที่มีกลิ่นไม่รุนแรง จะสร้าง “ดีมานด์” หรือแรงปรารถนาในกลุ่มนักท่องเที่ยวยุโรป อเมริกา ได้มหาศาล ต่อให้กิโลละ 300-400 บาท ก็ยังขายได้
ที่น่าสนใจ คือ ลับแลอาจจะเป็นเมืองเดียวในโลก ที่ชาวบ้านร่ำรวยจากผลไม้ จนถึงกับจัดงานรำลึกบุญคุณผลไม้กันเอิกเกริก เรียกว่า “บุญบายศรีสู่ขวัญผลไม้” ในช่วงผลไม้ชุกที่สุดราวเดือนกรกฎาคมของทุกปี ลองนึกภาพดูว่า ชาวบ้านใน 13 หมู่บ้านของอำเภอนี้ ต่างทำบุญบายศรีผลไม้กันในช่วงเช้า ตกสายๆ ก็แห่แหนผลไม้มาบายศรีร่วมกันในจุดที่นัดหมาย จะอลังการตระการตาเพียงใด เสร็จพิธีมี “บุฟเฟต์ผลไม้” ให้นักท่องเที่ยวซื้อคูปอง 200 บาท แล้วเลือกชิมผลไม้นานาชนิดได้จนกว่าทานไม่ไหว งานนี้จะจัดตรงวันเสาร์-อาทิตย์ของช่วงที่ทุเรียนยังไม่หมด แต่ลองกอง มังคุดมาแล้ว แว่วว่าปีนี้จะจัดกลางเดือนกรกฎาคม แต่จะเป็นวันไหนแน่ เห็นชาวบ้านกำลังหารือกันอยู่ จะสรุปแน่ชัดหลังงานอัฎฐมีบูชา 12 มิถุนายน เสร็จสิ้นแล้ว ท่านที่สนใจจะไปงานบายศรีสู่ขวัญผลไม้ หลังวันที่ 12 มิถุนายนนี้ ลองสอบถามไปที่ สำนักงานททท.แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ โทร 0-5452-1118
ไหนๆ ก็เป็น “อภิมหาอาณาจักรผลไม้” แล้ว ผมใคร่ขอเสนอให้ลับแลต่อยอดองค์ความรู้ ด้วยการจัดตั้ง “ศูนย์ศึกษาวิจัยผลไม้” ไว้ผลิตบุคลากรออกมาทำงานพัฒนาพันธุ์ผลไม้ อาทิ ทุเรียนไร้กลิ่นแบบสิ้นเชิง ฯลฯ รวมถึงสร้างนักการตลาดผลไม้ในระดับนานาชาติขึ้นมาโดยเฉพาะ ควบคู่กับการจัดตั้ง “พิพิธภัณฑ์ผลไม้” เป็นแหล่งเรียนรู้ของเยาวชน และเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับนานาชาติ (ไม่ใช่แค่ดูกันเองในท้องถิ่น) มีการออกแบบอาคารและการจัดแสดงที่เป็นมาตรฐานสากล และมีลูกเล่น ไม่เคร่งขรึมเป็นวิชาการเกินเหตุ แต่ทุกข้อมูลที่นำเสนอ...ถูกต้องและอ้างอิงได้ โดยยึดถือ “อุทยานไดโนเสาร์สิรินธร” จ.กาฬสินธุ์ เป็น “โมเดล”
ซึ่งแน่นอน ต้องใช้เงินทุนมหาศาล แต่ถ้าทำกันอย่างจริงจังตามหลักวิชาการ ไม่มีการเมืองมายุ่งเกี่ยว ผมมั่นใจว่าสุดแสนจะโค-ตะ-ระคุ้ม
บางคนอาจมองว่า “เว่อร์” แต่ผมถามว่า ทำไมยอมควักเงินหลายร้อยบาท ซื้อทุเรียนหลง-หลิน รับประทาน บางคนตอบว่าอยากลองสัมผัสดูสักครั้งหนึ่งในชีวิต ทว่าการลงทุนหลายร้อยล้านบาท เพื่อ “ศูนย์ศึกษาวิจัยผลไม้” กับ “พิพิธภัณฑ์ผลไม้” เป็นการลงทุนที่ยั่งยืนยาวนานชั่วลูกหลานของเรา...แบบนี้คุ้มไหมครับ
-----------------------------
(ท่องไปกับใจตน : ไปไหม...ไปกินภูเขาที่ลับแล : เรื่อง/ภาพ..ธีรภาพ โลหิตกุล)