รำลึก51ปีแห่ง'เหยื่ออธรรม'

รำลึก51ปีแห่ง'เหยื่ออธรรม' : มนุษย์สองหน้า โดยแคน สาริกา

               เวลาที่ได้ฟัง "คำโฆษณา" บางเรื่องจากหน้าจอทีวีดาวเทียม ทำให้นึกถึงหนังเรื่อง "ไฟเย็น" ที่เคยดูตอนเด็กๆ คิดไม่ถึงว่าบ้านเมืองเจริญก้าวหน้ามาขนาดนี้ จิตใจมนุษย์บางพวกยังต่ำช้าล้าหลัง ราวกับนั่งยานย้อนเวลากลับไปสู่ยุคปลุกผีสางนางไม้
 
               สัปดาห์ที่แล้ว ผมได้รับข่าวสารการจัดตั้ง "กองทุนครูครอง จันดาวงศ์" จากคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร ซึ่งขอเชิญชวนท่านที่ศรัทธาในอุดมการณ์ครูครอง มาร่วมกันก่อตั้งกองทุน เพื่อเสริมสร้างจิตสำนึกรักประชาชน รักประชาธิปไตยดังที่ครูครองสร้างไว้เป็นแบบอย่างแก่สังคม
 
               "ครอง จันดาวงศ์" ชื่อนี้คงมีผู้คนรู้จักมากขึ้น หลังจากนักการเมืองบางพรรคได้นำไปกล่าวขานบนเวทีปราศรัยหาเสียงอยู่บ่อยๆ รวมทั้งนักเคลื่อนไหวทางการเมืองบนท้องถนน
 
               เนื่องจากครูครองเป็นนักประชาธิปไตยที่ต่อต้านอำนาจเผด็จการ และในวันที่ 31 พฤษภาคม 2504 ครูครองถูกประหารชีวิตด้วยมาตรา 17 ตามคำสั่งของผู้นำเผด็จการสมัยนั้น
 
               มีหนังสือเล่มหนึ่งที่เขียนถึงชีวประวัติครูครองไว้ค่อนข้างละเอียด แม้จะเป็นผลงานของกลุ่มต้านคอมมิวนิสต์สายพิราบ แต่ก็น่าอ่านน่าศึกษา เพราะผู้เขียนลงแรงไปแสวงหาความจริงจากพื้นที่ ไม่ได้นั่งจินตนาการหรือจงใจวาดภาพครูครองให้เป็นยักษ์เป็นมาร
 
               "ดงพระเจ้า แดนมรณะ" คือหนังสือเล่มที่ผมพูดถึง ซึ่งเรียบเรียงโดยผู้ใช้นามปากกาว่า "คมสรรค์ มาตุคาม" โดยมี ดร.สมชัย รักวิจิตร เป็นที่ปรึกษา หนังสือเล่มนี้จัดพิมพ์เผยแพร่ตั้งแต่ปี 2520
 
               จากครูประชาบาลธรรมดาๆ ครูครองได้มีส่วนร่วมในการจัดตั้งพลพรรคเสรีไทยสายอีสาน ร่วมกับเตียง ศิริขันธ์ จนกระทั่งสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติ ขบวนการเสรีไทยจึงสลายตัวไป
 
               "ต่อมา นายครองได้สมัครเข้ารับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาจังหวัดสกลนคร และก็ประสบความสำเร็จ ขณะอยู่ในตำแหน่งนั้น เขาปฏิบัติหน้าที่อย่างจริงจังมาก ได้คลุกคลีใกล้ชิดกับประชาชน ศึกษาปัญหาความเดือดร้อนทุกข์ยากต่างๆ ของชาวนาชาวไร่แล้วเสนอให้ทางจังหวัดจัดการช่วยเหลือ"
 
               ผู้เขียนที่เป็นนักต้านคอมมิวนิสต์ ได้บรรยายภาพครูครองในฐานะนักการเมืองท้องถิ่นตามที่เห็นและเป็นอยู่ รวมถึงบทบาท ส.ส.ของครูครอง
 
               "ตลอดเวลาที่เป็น ส.ส.อยู่นั้น เขาคอยเป็นสื่อกลางระหว่างเจ้าหน้าที่อำเภอกับประชาชนอยู่เสมอเท่าที่โอกาสจะอำนวย โดยการคอยช่วยเป็นปากเสียงแทนประชาชน ใครที่ไม่ได้รับความสะดวก หรือความเป็นธรรมจากเจ้าหน้าที่อำเภอ เขาจะพาผู้นั้นไปติดต่อสอบถามกับเจ้าหน้าที่อีกครั้งหนึ่ง..."
 
               จะว่าไปแล้ว ชีวิตครูครอง จันดาวงศ์ มีการสืบสานและศึกษาจากผู้รักประชาธิปไตยไม่ขาดสาย และยังได้รับการยอมรับจากผู้ที่มีจุดยืนทางการเมืองตรงกันข้าม ดังที่ยกบางตอนในหนังสือเล่มนั้นมาอธิบายไว้ข้างต้น
 
               ด้วยเหตุนี้ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร และองค์กรเครือข่ายผู้รักศรัทธาในครูครอง จึงร่วมกันเป็นเจ้าภาพทอดผ้าป่าสามัคคีก่อตั้ง ‘กองทุนครูครอง จันดาวงศ์’ ณ บ้านเลขที่ 242 หมู่ 20 ต.สว่างแดนดิน อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร ในวันที่ 31 พฤษภาคม 2555
 
               ในวันนั้น ทายาทครูครองคือ วิทิต จันดาวงศ์ จะมาเล่าความหลัง ตอน "ขอเยาะเย้ยทุกข์ยากขวากหนามลำเค็ญ คนยังคงยืนเด่นโดยท้าทาย"
 
               และเวลา 12.00-12.13 น. ตรงกับเวลาประหารชีวิตครูครอง จันดาวงศ์ และทองพันธ์ สุทธิมาศ เมื่อ 51 ปีที่แล้ว ก็จะมีพิธีคารวะอาลัยวีรชนนักรบประชาธิปไตย
 
               ครูครองพร้อมกับคนอีสานกลุ่มหนึ่ง ถูกประหาร ถูกจับกุมคุมขัง ด้วยข้อหาคอมมิวนิสต์ และแบ่งแยกดินแดน เพื่อสนองตัณหาอำนาจจอมเผด็จการที่ต้องการช่วยญาติ "นายพลลาวฝ่ายขวา" ต้านยันขบวนการลาวฝ่ายซ้ายในเวทีสากล
 
               จึงเป็นที่มาของงานรำลึก 51 ปีแห่งความหลัง ณ ลานประหารสว่างแดนดิน !