ภูฏาน-สื่อกับประชาธิปไตย(1)

ภูฏาน-สื่อกับประชาธิปไตย(1) : โลกสาระจิปาถะ โดยกวี จงกิจถาวร

          กรุงทิมพู ในช่วงเวลาสี่ปีครึ่งที่ผ่านมา ตั้งแต่มีการเลือกตั้งครั้งแรก การเมืองแบบประชาธิปไตยของดินแดนสวรรค์ในเทือกเขาหิมาลัยได้เติบโตอย่างรวดเร็ว พร้อมกับสิ่งท้าทายใหม่ๆ ในระบอบการเมืองเสรีที่มีกษัตริย์ยังเป็นผู้พิพักษ์และดูแลทุกข์ประชาชน
 
              ภูฏานมีความทะเยอทะยานในการสร้างแบรนด์ให้แก่ประเทศตัวเองในเวทีระหว่างประเทศโดยเฉพาะในองค์การสหประชาชาติ ได้พยายามจะยกระดับนโยบายความสุขรวมภายในประเทศหรือ Gross National Happiness : GNH ให้เป็นหนึ่งในวาระขององค์การสหประชาชาติให้ได้ กลางปีนี้จะมีการประชุมนานาชาติในเรื่องนี้โดยเฉพาะ
 
              ในขณะที่รัฐบาลสามารถสร้างความตื่นเต้นให้แก่ประชาคมโลกในประเด็นนโยบายความรวมสุขภายในประเทศ สื่อมวลชนของภูฏานกลับไม่ได้ให้ความสนใจเท่าที่ควร คิดว่าเรื่องนี้เป็นการถกเถียงกันทางวิชาการมากกว่า มีนักวิชาการต่างประเทศดังๆ สนใจจีเอ็นเอชมาก เช่น นายเจฟฟี่ เซส หรือนายโจเซฟ สติเล็ด พวกเขาได้มาแวะดูสภาพสังคมที่นี่และสนใจช่วยทำให้แผนนโยบายนี้ให้เป็นความจริงให้ได้
 
              ประเด็นนี้คล้ายกับนโยบายเศรษฐกิจพอเพียงของไทยซึ่งน่าจะเป็นทางออกของความเน่าแฟะของระบบเศรษฐกิจทุนนิยมที่เผชิญกับวิกฤติการเงินในขณะนี้ ปรากฏว่าสื่อและปัญญาชนไทยไม่ได้ให้ความสนใจเท่าที่ควร มีแต่คนหยิบมือเดียวนำมาพูด บ่อยครั้งก็พูดไม่รู้เรื่อง เพราะอยากจะพูดในเรื่องที่ตัวเองอยากจะพูด ผลระยะยาวแทบไม่ปรากฏ คอนเซ็ปต์นี้ยังกลายเป็นเรื่องไกลตัว
 
              ในภูฏานเรียนรู้จากไทยพยายามหลีกข้อผิดพลาดไทย รัฐบาลที่นี่พยายามอย่างมากที่จะส่งเสริมความรู้ทางด้านจีเอ็นเอชให้แก่นักข่าวของเขา เพื่อจะได้ช่วยกันแพร่หลายข้อมูลและนโยบายให้แก่ประชาชนทั่วๆ ไป ทั้งในเมืองหลวงและในต่างจังหวัด ช่วงหลังสื่อมวลชนที่นี่มักจะตีแผ่เรื่องคอรัปชั่นและความไม่เอาไหนของนักการเมืองที่ชนะเสียงเลือกตั้งเข้ามา ทำให้การส่งเสริมนโยบายความสุขรวมในประเทศหมดความขลังไปเยอะ การเมืองไม่สะอาดจะโปรโมทจีเอ็นเอชได้อย่างไร
 
              สื่อที่นี่ต้องยอมรับว่ามีพลวัต นักข่าวพูดภาษาอังกฤษได้ดีทุกคน ขณะนี้มีหนังสือพิมพ์ถึง 11 ฉบับ ส่วนใหญ่เป็น หนังสือพิมพ์รายสัปดาห์มียอดขายไม่กี่พัน รัฐบาลที่นี่น่ารัก มีนโยบายสนับสนุนสื่อโดยการให้โฆษณาในรูปแบบต่างๆ เพื่อเผยแพร่ข้อมูลทางราชการต่อประชาชน จึงไม่แปลกสื่อตีพิมพ์พึ่งเงินโฆษณารัฐบาลอย่างเดียว เป็นสาเหตุให้มีสิ่งตีพิมพ์ใหม่ๆ ออกมาทุกๆ เดือน ในอนาคตรัฐบาลจะให้เฉพาะสื่อที่มีคุณภาพเท่านั้น
 
              ทุกๆ ครั้งที่มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างนักข่าวกับเจ้าหน้าที่ดูแลสื่อมวลชน ทั้งสองฝ่ายพยายามจะปรับความเข้าใจเข้าหากัน เพื่อสร้างความเข้าใจและพยุงให้ประชาธิปไตยอันเยาว์วัยสามารถพัฒนาและอยู่รอดปลอดภัยต่อไป แทนที่จะโทษกันไปโทษกันมาอย่างที่เห็นในบ้านเรา