วงเวียนเศรษฐกิจ

วงเวียนเศรษฐกิจ : คอลัมน์ขมน้ำตาล หวานบอระเพ็ด : โดย...พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ

                เมื่อพูดถึงวงเวียนย่อมมีคนที่นึกถึงสิ่งก่อสร้าง ที่อยู่กลางทางแยกระหว่างถนนเส้นต่างๆ เพื่อทำให้รถต้องวิ่งอ้อมเป็นการแบ่งพื้นที่เส้นทาง ให้รถที่มาจากทางต่างเส้นได้แบ่งกันวิ่งผ่านไปอย่างปลอดภัย

                วงเวียนในความหมายดังกล่าวกำลังจะถูกยกมาเปรียบเทียบกับข้อเขียนวันนี้ ด้วยว่าหลายครั้งที่เราใช้คำเปรียบเทียบกันว่า "เหมือนรถอยู่ในวงเวียน" เพื่อสื่อความหมายถึงการทำอะไรสักอย่างหนึ่งที่ซ้ำไปซ้ำมาหาทางจบสิ่งที่ทำนั้นไม่ได้ เช่นเดียวกับระบบเศรษฐกิจจากมุมมองของคนวงนอกเช่นผมที่พิจารณาดูปัญหาเศรษฐกิจและการเมือง ที่เกิดขึ้นทั้งในประเทศไทยและทั่วโลกอย่างมึนงงและสงสัย

                ในประเทศไทยเมื่อมีความผิดพลาดทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นในยุคของรัฐบาลหนึ่ง ก็ย่อมต้องมีอีกรัฐบาลหนึ่งเข้ามาทำหน้าที่บริหารประเทศแทน รัฐบาลที่เข้ามาใหม่ก็ดำเนินนโยบายเศรษฐกิจด้วยการรัดเข็มขัดประหยัดรายจ่าย นั่นย่อมหมายความว่าทำให้ประชาชนมีเงินไหลผ่านมือหมุนเวียนน้อยลง ประชาชนส่วนหนึ่งที่รับรู้เฉพาะสิ่งที่เกิดขึ้นกับตนและกิจการหรือธุรกิจของตน ก็จะเกิดความรู้สึกไม่สบายเหมือนกับก่อนที่เศรษฐกิจของประเทศจะล่ม

                หากเสียงจากผู้คนที่มีความรู้สึกเช่นนั้นมีมาก ก็ส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง บ้างบางครั้งเปลี่ยนแปลงอย่างหักหาญด้วยการปฏิวัติรัฐประหาร บ้างบางครั้งเปลี่ยนแปลงจากผลของการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย เพราะประชาชนที่เข้าคูหาไปกากบาทเลือกตั้ง อยากได้รัฐบาลหรือใครก็ได้ที่เข้ามาแล้วทำให้เงินไหลเวียนเปลี่ยนมือได้คล่องกว่าการประหยัดอดออมรัดเข็มขัด

                ซึ่งโดยสภาพความเป็นจริงในช่วงที่ต้องประหยัดรัดเข็มขัดกันอยู่นั้น ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศซึ่งมีฐานะปานกลางลงไปถึงยากจน จะรู้สึกอึดอัดกับการอยู่เขียมจ่ายเจียมตามฐานะ และมองว่าทำไมคนที่มีฐานะทางการเงินดี ยังสามารถใช้ชีวิตที่ฟุ่มเฟือยฟุ้งเฟ้อได้ โดยไม่ต้องอดออมเช่นกลุ่มของตนซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ

                รัฐบาลใหม่ที่เข้ามาบริหารประเทศหลังจากผ่านยุครัดเข็มขัดไปแล้ว แน่นอนว่าต้องเข้ามาดำเนินนโยบายลดแหลกแจกแถม เพื่อให้เงินไหลออกไปสู่ท้องตลาดผ่านมือประชาชนมากที่สุด นโยบายดังกล่าวปัจจุบันนี้รู้จักกันในนามของ "ประชานิยม" อันหมายถึงทำให้ประชาชนนิยมชมชื่นอยู่เพลินกินฟรีกับเงินที่ถูกควักออกมาจากคลัง

                ข้อครหาจากอีกฟากฝ่ายหนึ่งก็จะเกิดตามขึ้นมาอีกว่า รัฐบาลนั้นหา (เงิน) รัฐบาลนี้ใช้ (เงิน) แล้วจะทำให้ประชาชนติดนิสัยนิยมของฟรีจนไม่รู้จักทำมาหากิน หรือที่ทำมาหากินก็จะไม่รู้จักการออมเพื่ออนาคต มีแต่จะเอาเงินที่คิดว่าจะหาได้ในอนาคตมาใช้ล่วงหน้าด้วยวิธีการต่างๆ ภายใต้กับดักการชักจูงจากฝ่ายการตลาดของพ่อค้า ซึ่งจะทำให้ฐานะของประเทศตกอยู่ในภาวะล้มละลายเป็นหนี้เป็นสิน เท่ากับว่าวนกลับไปอยู่ในสภาพเดิมที่เคยเกิดมาแล้วอีกครั้งหนึ่ง แล้วก็ต้องหันกลับมาใช้วิธีที่ก่อให้เกิดวินัยทางการเงินด้วยการอดออมประหยัดรัดเข็มขัดกันต่อไป

                วงเวียนเศรษฐกิจเช่นที่กล่าวมาไม่ได้มีให้เห็นเฉพาะกับประเทศไทยเท่านั้น แต่ปัจจุบันนี้มีให้เห็นเป็นตัวอย่างเกิดขึ้นทุกภูมิภาคของโลก ไม่เว้นแม้แต่ประเทศระดับยักษ์ใหญ่พี่เบิ้มทางเศรษฐกิจ เพียงแต่ขึ้นอยู่กับรากฐานดั้งเดิมของประเทศใดที่จะมีความมั่นคงมากกว่ากัน ผู้คนในประเทศใดจะยอมรับและเรียนรู้ถึงความสำคัญของสังคมส่วนใหญ่ได้มากกว่ากัน  

                วงจรอันเป็นเหมือนเช่นวงเวียนที่ล่อให้รถเข้าไปขับวนติดกับเช่นนี้ จะอยู่คู่กับประเทศไทยไปอีกนานเพียงใดไม่มีใครรู้   เพราะคนที่ให้คำตอบได้คือประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศซึ่งเป็นผู้เลือกนักการเมืองเข้ามา โดยต้องไม่ลืมว่านักการเมืองในโลกนี้มีอยู่สองประเภท ประเภทที่หนึ่งคือต้องการเข้ามาทำให้ประเทศมั่นคงตลอดไป กับอีกประเภทหนึ่งคือนักการเมืองที่ต้องการเพียงแค่คะแนนเสียงในวันเลือกตั้งเท่านั้นครับ

.......................................
(วงเวียนเศรษฐกิจ : คอลัมน์ขมน้ำตาล หวานบอระเพ็ด : โดย...พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ)