ศาสนา-พระเครื่อง : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 28 พฤษภาคม 2555

ระแวงเพราะแฟนมีกิ๊ก

ระแวงเพราะแฟนมีกิ๊ก : ปุจฉา-วิสัชนา กับพระไพศาล วิสาโล

                ธรรมะ สบายใจ ปุจฉา :  กราบนมัสการค่ะพระอาจารย์ เรื่องที่ในสังคมปัจจุบัน มีคนประสบกันเยอะมาก มีเพื่อนๆ หลายท่านก็ได้สอบถามมา เกี่ยวกับปัญหาเรื่อง "คู่" คือ แฟนของเขาแอบมีกิ๊ก แล้วเขาจับได้ แต่แฟนเขาก็ขอให้เพื่อนให้อภัย แล้วลืมเรื่องเก่าๆ เสีย แต่เพื่อนดิฉัน กับทำใจเรื่องนี้ไม่ได้ คอยค้น คอยสืบ ตลอดเวลาว่า เขายังแอบคบกันอยู่หรือไม่คะ ทั้งๆ ที่อีกฝ่ายก็บอกว่าเลิกติดต่อกันแล้ว ทำให้ชีวิตคู่เขาไม่มีความสุขเลยจึงอยากรบกวนถามพระอาจารย์ว่า เราจะมีวิธีอย่างไรในการรับมือกับปัญหาในเรื่องนี้ดีเจ้าค่ะ ขอบพระคุณมาก สาธุค่ะ
   
              วิสัชนา  :  อาตมาไม่ชัดเจนว่า 'เรา' ในคำถามข้างบนนั้น หมายถึงใคร หมายถึง เพื่อนของคุณที่กำลังมีปัญหาตอนนี้ หรือหมายถึงตัวคุณเอง หากหมายถึงเพื่อนของคุณ อาตมาคิดว่าหากยังคิดที่จะมีชีวิตคู่ด้วยกัน หรือเป็นแฟนกัน ก็ต้องให้โอกาสแก่คู่รักของตนในการแก้ตัว เพราะคนเรานั้นย่อมผิดพลาดกันได้ หากเขาสำนึกผิดและอยากแก้ตัว ก็ควรให้โอกาสเขา ระหว่างนั้นก็ควรลดความระแวงลงบ้าง เพราะตราบใดที่ยังมีความระแวงอยู่ ย่อมมีการจ้องจับผิด ซึ่งก่อให้เกิดความทุกข์ทั้งแก่เขาและแก่ตนเอง เพราะเป็นธรรมดาว่าเมื่อจ้องจับผิดแล้วก็ย่อมเห็นแต่เรื่องที่ไม่สบายใจหรือเพิ่มความระแวงสงสัยให้หนักขึ้น (ส่วนเขาจะทำจริงหรือไม่ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง) เพราะอคติเมื่อเกิดขึ้นแล้ว ย่อมยากที่จะเห็นสิ่งต่างๆ ตามความเป็นจริงได้ แม้แต่สิ่งที่อยู่ข้างหน้าก็ตาม
   
              คนเรานั้นหากไม่มีความไว้วางใจกันแล้ว ย่อมอยู่ร้อนนอนทุกข์ ถ้าเป็นอย่างนั้น ต่างคนต่างอยู่ หรือเป็นแค่เพื่อนกันไม่ดีกว่าหรือ ความทุกข์จะได้ลดลง ถ้าอยู่แล้วทุกข์ทั้งสองฝ่ายจะมีประโยชน์อะไร ดังนั้นถ้ารักจะเป็นแฟนกัน ก็ควรมีความไว้วางใจกันตามสมควร แม้อดีตจะมีเรื่องที่เจ็บปวด ก็ไม่ควรฝังใจอยู่กับอดีต หรือปล่อยให้อดีตครอบงำจิตใจ จนไม่สามารถก้าวไปข้างหน้าได้
   
              หากคุณให้โอกาสเขาแก้ตัวแล้ว เขายังนอกใจอยู่ ถึงตอนนั้นจึงค่อยตำหนิหรือว่ากล่าวเขา หรือจะตัดความสัมพันธ์ไปเลย ก็เป็นเรื่องที่สมควรอยู่ แต่ถ้า 'เรา' นั้นหมายถึงคุณซึ่งเป็นเพื่อนเขา อาตมาคิดว่าคุณควรแนะนำเขาให้ลดความระแวงลง และให้โอกาสแก่คู่รักของเขาในการพิสูจน์ตนเองอย่างน้อยก็สักระยะหนึ่ง
   
              ไม่ชอบบนบานศาลกล่าว แต่จำใจ
   
              ปุจฉา :  กราบนมัสการพระอาจารย์ค่ะ โยมรู้สึกเคืองทุกครั้งที่แม่อยากให้พาไปไหว้ขอบนบานศาลกล่าวตามสถาน ที่ใครๆ แนะนำมาว่าดีดัง โยมไม่อยากพามาเลย เรื่องแก้ปีชง รดน้ำมนต์อะไรเช่นนี้ ตัวโยมเองก็คิดว่างมงาย ใจโยมก็เริ่มร้อนเมื่อต้องมาในสถานที่ดังกล่าว ศาสนาพุทธไม่ได้สอนเราแบบนี้ใช่ไหมคะพระอาจารย์ โยมควรจะทำอย่างไรดี
     
              วิสัชนา :  พุทธศาสนามองว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรืออำนาจดลบันดาลของเทวดานั้นไม่ใช่สรณะอันประเสริฐ จึงไม่ควรพึ่งพิงหรือลุ่มหลงฝักใฝ่ เพราะไม่อาจแก้ปัญหาให้ได้จริง อีกทั้งยังทำให้ไม่รู้จักพึ่งพาตนเอง ทำให้จิตใจไม่เป็นอิสระ แต่คนเรานั้นบางครั้งก็อ่อนแอ หวังพึ่งพาสิ่งภายนอกรวมทั้งสิ่งศักดิ์สิทธิ์โดยเฉพาะเมื่อประสบเคราะห์หรือมีภัยคุกคาม แม้เราจะไม่เห็นด้วยกับการกระทำดังกล่าว แต่การที่จะไปคัดง้างเขาตรงๆ นั้นมักจะไม่เกิดประโยชน์ เพราะขัดกับความเชื่อหรือความรู้สึกของเขา จะดีกว่าหากเราอาศัยสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้นเป็นสะพานหรือสื่อพาเขาเข้าหาธรรมะ หรือมีการพัฒนาตนจนเกิดความมั่นใจในตนเอง เชื่อมั่นในความเพียรของตน รวมทั้งมีศรัทธาในธรรมว่าเป็นที่พึ่งอันแท้จริง
   
              ดังนั้นอาตมาจึงมีความเห็นว่า เวลาแม่อยากพาให้ไปบนบานศาลกล่าวตามสถานที่ต่างๆ ก็อย่าเพิ่งปฏิเสธ น่าใช้โอกาสนั้นแนะนำท่านว่าการบนบานศาลกล่าวจะได้ผล ต้องหมั่นทำความดี ทำจิตให้เป็นกุศลด้วย หากสถานที่ที่แม่อยากไปนั้น เป็นวัดที่พอจะมีพระสงฆ์ที่สอนธรรมได้ ก็ควรพาแม่ไปฟังธรรมจากท่านด้วย
   
              อาตมาคิดว่า หากพยายามแทรกธรรมะไปในระหว่างที่แม่ไปบนบานศาลกล่าวตามที่ต่างๆ ก็น่าจะช่วยโน้มนำท่านให้เข้าหาธรรม พุทธศาสนายอมรับได้ หากอาศัยสิ่งศักด์สิทธิ์เป็นสื่อพาคนเข้าหาธรรม เพื่อเกิดการพัฒนาตนจนเกิดปัญญา พึ่งพาตนเองได้