ทารกน้อยหน้าย่นตัวเหี่ยวเปรอะเปื้อนเลือดและเมือกลื่นๆ หลับตาแหกปากร้องดิ้นกระแด่วๆ อยู่ในมือของหมอ สายสะดือถูกตัดขาดจากแม่แล้วผูกเป็นปมจุกอยู่กลางท้อง … นั่นคือจุดเริ่มต้นของการเผชิญหน้ากับชีวิตจริง … ขอต้อนรับเข้าสู่โลกแห่งการต่อสู้ดิ้นรนที่ไม่มีวันสิ้นสุด …
เสียงโทรศัพท์ปลุกฉันทั้งๆ ที่ยังไม่ถึงเวลาตื่น ถ้าเป็นคนอื่นคงลุกขึ้นมารับสาย แต่สำหรับฉัน … นอนต่อ! จนกว่าจะถึงเวลาตื่น ฉันจึงจะตอบสนองต่อโลกภายนอกอย่างที่คนปกติเขาทำกัน ฉันโทรกลับเบอร์ที่ไม่ได้รับสายอยู่หลายเบอร์ หนึ่งในนั้นเป็นน้ำเสียงที่คุ้นเคยไม่ได้ติดต่อกันมานานหลายปี แต่ถึงจะนานเท่าไหร่ฉันก็ยังคงจำได้ ฉันจำความเมตตาที่เคยได้รับเมื่อสมัยยังเริ่มร้องเพลงใหม่ๆ ไม่กี่ปี อายุ 20 ต้นๆ ที่ต้องผจญกับความยากลำบากมากมาย เมื่อใครใจดีด้วยมีหรือที่ฉันจะลืมได้ เวลานั้นพี่คนนี้เป็นผู้จัดการโรงแรมเล็กๆ ย่านรามคำแหง โรงแรมที่แกย้ายไปทำงานได้ไม่นาน ฉันรู้จักกับแกก่อนหน้านั้นในโรงแรมที่ฉันร้องเพลงและแกดูแลอยู่ แกจึงเรียกใช้ให้ไปร้องที่ใหม่ที่แกทำ นักร้องวิ่งอย่างฉันที่วันๆ ต้องวิ่งไปร้องหลายที่โดยอาศัยทั้งแมงกาไซค์รับจ้างและแท็กซี่ตามระยะใกล้ไกล จึงมีบ้างที่จะต้องมาสาย (ประจำ!) แต่พี่ผู้จัดการก็ได้แต่ยิ้มๆ แล้วมองหน้าฉัน อย่างเก่งแกก็จะบอกว่า “รีบๆ มาหน่อยนะหมวย” แกไม่เคยดุด่าให้เสียหน้าเพราะรู้อยู่แล้วว่าหน้าเสียตั้งแต่เกิดแล้ว จึงไม่อยากซ้ำเติม ตลอดระยะเวลาที่ทำงานมา ฉันเจอคนเลวมากกว่าคนดี เมื่อคนดีที่รู้จักมีจำนวนไม่มากเกินไปที่จะจำ ฉันจึงจำได้ดีจนถึงทุกวันนี้ ส่วนคนเลวถ้าเลวระดับปกติทั่วไปก็ขี้เกียจจะจำเพราะเยอะเกิ๊น แต่ถ้าเลวจัดๆ ส่งผลชะงัดมันก็คงต้องจำกันจนตาย ฉันไม่ใช่คนที่มีนิสัยเจ้าคิดเจ้าแค้นพยาบาทอาฆาตใครอย่างเอาเป็นเอาตาย แม้เพื่อนสนิทจะเรียกฉันว่า “ อีงูพิษ ” ก็ตามที! ฉันแค่รอเวลาให้คนๆ นั้นเข้าทางฉันสักวัน ถึงเวลานั้นคงจัดให้เต็มๆ บอกแล้วไงว่าไม่ผูกใจเจ็บ ก็แค่เจ็บแล้วจำ! เมื่อลูกพี่เก่าโทรมาฉันจึงยินดีที่จะพูดคุย แกบอกว่าดีใจที่ฉันโทรกลับ วันนี้ฉันมีชื่อเสียงแล้วคงไม่มาสนใจกับใครที่เคยรู้จักนานแล้ว ฉันตอบไปว่าถ้าฉันเป็นแบบนั้นพี่คงเจอผิดคนแล้วล่ะ เพราะอย่างไรฉันก็ยังเป็นฉันคนเดิม ชื่อเสียงมีเอาไว้ใช้ทำมาหากิน ไม่ได้มีไว้เปลี่ยนตัวตนของเรา ถ้าเข้าใจได้อย่างนี้แล้วที่เหลือก็เป็นปกติ แกเริ่มเล่าเรื่องของตัวเองให้ฟังช่วงที่ไม่ได้เจอกัน จะว่าไปแล้วฉันก็ได้เจอแกเมื่อหลายปีก่อน ตอนแกไปทำงานกับผู้ใหญ่คนหนึ่งที่บ่อนปอยเปต แกยังอุตส่าห์เรียกพวกเราไปร้องเพลงที่นั่นเลย แล้วก็เลยพ่วงมาอีก 2 งาน รวมเป็น 3 งานที่แกส่งมาให้ ตอนนี้แกลาออกหลังจากที่ทำงานกับเจ้านายคนเดิมมา 17-18 ปี ฉันไม่ได้ถามเหตุผลเพราะรู้ว่าแต่ละคนมักมีเหตุผลของตัวเอง มันอาจมีอะไรซับซ้อนกว่านั้นซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องที่ฉันควรจะไปซักไซ้หากเขาไม่เต็มใจจะเปิดเผย
“ ผมรู้สึกเหมือนคนอกหัก เหมือนคนแต่งงานมา 17-18 ปี แล้วต้องมาเลิกกันเพราะเข้ากันไม่ได้ สิ่งดีๆ ที่ทำไปเหมือนมันไร้ค่า ทำดีไม่ได้ดี ผมต้องเสียสละชีวิตส่วนตัว ครอบครัว ทุ่มเทให้กับงานมาเป็นสิบๆ ปี แต่สิ่งที่ผมได้รับกลับต้องมาเป็นแบบนี้ เป็นคนตกงาน … ผมตกงานมา 7 เดือนแล้ว ผมหางานทำ ผมทำทุกอย่าง ตั้งแต่ขายตรงไปจนถึงขับแท็กซี่ผมก็ทำมาแล้ว บางวันไม่มีเงินติดตัวสักบาท ผมไปอยู่กับแม่พักหนึ่ง ตอนนี้มาอาศัยอยู่กับเพื่อนที่ต่างจังหวัด ไม่มีเงินใช้ ผมก็ไปรับจ้างตัดหญ้า … ”
พูดถึงตรงนี้ เสียงเขาก็หยุดลงไป ฉันได้ยินเสียงคนสูดน้ำมูก เสียงเขาอู้อี้เหมือนกำลังกลืนก้อนสะอื้นลงคอ แล้วเขาก็เล่าต่อ
“เมื่อก่อนผมมีเงินเดือนละ 90,000 บาท กิจการที่เจ้านายทำบางที่ๆ ผมดูแลมันแย่ลง ผมก็ยอมให้เขาลดเงินเดือนลงครึ่งหนึ่ง ผมทำงานจนครอบครัวผมไปจากผม …”
ถึงตรงนี้ฉันก็ได้แต่รับฟังไม่ได้สะเทือนอารมณ์ตามไปอย่างที่ควรจะเป็นเพราะรู้ว่าธรรมชาติของคนส่วนใหญ่มักจะเล่าเรื่องเฉพาะมุมของตัวเอง รายละเอียดปลีกย่อยหรือเรื่องราวในแง่ลบจะถูกกลบถูกข้ามไปทำให้ไม่สามารถจะนำมาประเมินผลได้ ซึ่งตอนที่เล่านี้เขาคงไม่ได้ต้องการให้ใครมาตัดสินหรือประเมินค่าใดๆ นอกเสียจากการรับฟังอย่างสงบ เรื่องราวต่างๆ ยังคงพร่างพรูต่อไปโดยมีเสียงฉัน “ อือ ” เป็นระยะแปลว่า “ ฟังอยู่ ” ขณะที่เสียงของเขาก็ฟังดูผ่อนคลายขึ้นหลังจากที่ได้ระบายออกมาแล้ว
“ พี่อย่าเอาใจไปผูกพันกับเจ้านาย แม้พี่จะทำงานกับเขามาเป็นระยะเวลานานเกือบ 20 ปี ไม่งั้นพี่จะติดหล่มอดีตอยู่อย่างนั้น พี่ไม่ได้ทำงานให้เขาฟรีๆ พี่ทำไปเต็มที่ เขาก็จ่ายมาตามที่พี่รับได้หรือพอใจ ต่างคนต่างแลกกันไป จบแล้วก็จบกัน มันไม่มีอะไรจะผูกพันขนาดนั้น เว้นเสียแต่ว่า มีความดีบางอย่างที่เขาทำให้จนกลายเป็นบุญเป็นคุณอย่างที่ไม่เคยมีใครทำให้พี่มาก่อนค่อยมาอาลัยอาวรณ์กัน แต่ถ้าไม่มีก็เจ๊ากันไป ถ้าจะคิดว่าทำบุญกันมาแค่นี้ก็ได้นะ ถ้าเขาเคยดีกับพี่มาก่อน แต่ถ้ามันมีสิ่งไม่ดีที่ต้องเก็บกดสะสมทับถมมานานก็ถือเสียว่าหมดเวรหมดกรรมเสียที ชีวิตนี้จะได้ไปเริ่มใหม่กับใครที่ดีจริงๆ อันนี้ก็แล้วแต่ว่าพี่กับเขามีเรื่องราวอะไรร่วมกันมา … ตอนนี้พี่อายุจะ 50 คนเรากว่าจะตายก็โน่น 70 - 80 พี่จะทำชีวิตให้เหี่ยวเฉาแบบนี้ไปจนถึงเวลานั้นเลยเหรอ? มันนานมากนะถ้าเอาจำนวนปีที่เหลือคูณด้วย 365 วัน ช่วงนี้พี่ต้องอยู่นิ่งๆ ทำใจให้สบาย ชีวิตมันสะดุดหลังจากทำงานมาเกือบ 20 ปี มันอาจะต้องใช้เวลาในการเซตตัวใหม่ พี่ต้องรู้ก่อนว่าธรรมชาติของตัวเองเป็นอย่างไรและตัวเราคืออะไร เหมือนน้ำกับวุ้น น้ำก็จะมีรูปร่างตามภาชนะทันที ส่วนวุ้นก็มีรูปร่างตามภาชนะแต่มันใช้เวลาเซตตัวให้คงรูปมากกว่าน้ำ มันเป็นของมันแบบนั้น … ถ้าพี่จะบอกว่าทำดีไม่ได้ดี ก็ขอให้อย่าคิดแบบนั้น บางทีความดีก็ไม่ได้แสดงผลออกมาเป็นรูปร่างทันใจ หรืออาจไม่แสดงผลใดๆ แต่ความจริงแล้วมันคือการพิสูจน์ว่าเรายังคงมีความดีอยู่ในตัวให้ได้ทำหรือเปล่าต่างหาก เรายังเป็นคนดีอยู่ใช่มั้ย ไม่ว่าจะเจออะไรเราก็ยังจะทำดีต่อไปใช่มั้ย? นี่ต่างหากที่สำคัญกว่า เราไม่มีวันรู้หรอกว่าชาติที่แล้วเราไปทำอะไรไม่ดีไว้กับใครแค่ไหน บางทีชาตินี้เราอาจจะต้องชดใช้ให้มันหมดไป หนูไม่ได้กำลังบอกอะไรพี่ หนูแค่กำลังยืนยันความดีและความเข้มแข็งในตัวพี่ หนูเชื่อว่ามันอยู่ในตัวพี่เสมอ ไม่อย่างนั้นพี่คงไม่เป็นลูกพี่ของหนู ไม่เมตตาหนูในตอนนั้นหรอก … ”
ก่อนจบบทสนทนา ฉันขอเบอร์บัญชีแกไว้เพื่อโอนเงินให้สำหรับใช้จ่ายพยุงตัวเองไปในช่วงนี้ ฉันเชื่อว่ารูปแบบของความช่วยเหลือบางทีมันก็อยู่ในรูปของกำลังใจ บางทีก็อยู่ในรูปของกำลังทรัพย์ บางครั้งอาจต้องใช้ทั้ง 2 รูปในเวลาเดียวกัน ฉันโอนเงินจำนวนหนึ่งไปให้แล้วส่งข้อความไปว่า “ ส่งให้แล้วนะลูกพี่ ” เขาโทรกลับมาน้ำเสียงเหมือนกำลังจะร้องไห้ว่า “ ขอบพระคุณครับ ”
ฉันตอบไปว่า “ หนูต่างหากที่ต้องขอบพระคุณพี่ เพราะถ้าพี่ไม่ให้โอกาสและความเมตตาในวันนั้น หนูก็จะไม่มีวันนี้เช่นกัน ”
โลกของการต่อสู้ดิ้นรนช่างโหดร้ายนัก ต่างรูปแบบต่างวาระ ทารกตัวเหี่ยวๆ ที่ดิ้นกระแด่วๆ เกิดใหม่ในทุกนาทีทั่วโลกจะต้องดิ้นรนเพื่อดำรงอยู่ต่อไปจนกว่าจะถึงเวลากลับไปสู่ที่เดิม …
.............................
(หมายเหตุ ดำรงอยู่ : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม)