26 พ.ค.ouh นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สส.กทม. และรองโฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงถึงกรณีที่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าพรรคมาตุภูมิ เสนอร่าง พรบ.ปรองดองฯ เข้าสู่สภาฯว่า พรรคเพื่อไทยจะเรียกประชุมส.ส.ในวันจันทร์ที่ 28 พ.ค.เพื่อทำความเข้าใจในร่าง พรบ.ดังกล่าว และหากมีการบรรจุวาระในสัปดาห์นี้จริงก็จะจัดตัวส.ส.ผู้อภิปรายด้วย ทั้งนี้ แม้ร่าง พรบ.ดังกล่าวจะมีเพียง แค่ 8 มาตรา แต่พรรคมองว่าเป็นร่าง พรบ.ที่ยิ่งใหญ่สำหรับการก้าวไปข้างหน้าของประเทศไทย จะมีก็เพียงแต่ผู้สูญเสียผลประโยชน์จากการปรองดอง หรือการที่ประเทศสงบและเดินหน้าได้เท่านั้นที่จะออกมาคัดค้าน เพราะร่าง พรบ.ปรองดองฯ นั้นเป็นสิ่งที่ดีกว่าการปฏิวัติอย่างมาก เพราะการยึดอำนาจ 19 กันยายน 2549 นั้นไม่เคยถามประชาชนเลย แต่เมื่อบ้านเมืองวุ่นวายมานานกว่า 6 ปี ทำไมบางคนจึงไม่ออกมาเสนอแนวคิดเรื่องการปรองดองของคนในชาติบ้าง ดังนั้นการนำเสนอร่าง พรบ.ปรองดอง เข้าสู่สภาฯถือว่าเป็นการถามตัวแทนประชาชน ซึ่งฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยก็สามารถอภิปรายในแง่มุมต่างๆได้แต่ก็ควรจะอยู่บนหลักความจริงว่า ที่ผ่านมาหลังวันที่ 19 กันยายน 2549 แต่ละเรื่องล้วนทำจากแรงจงเกลียดจงชังคนไม่กี่คน แต่ทำประเทศวุ่นวายได้ เช่น การทำงานของ คตส. ซึ่งใน มาตรา 5 นั้นตนจะขออภิปรายว่า ไม่ใช่การล้างความผิด แต่กระบวนการพิจารณาเรื่องต่างๆ ในยุคนั้นควรจะมาจากกระบวนการยุติธรรมที่เป็นมาตรฐาน ไม่ใช่มาจากแรงอาฆาตพยาบาท ซึ่งอาจจะต้องนำคดีต่างๆ มาพิจารณาใหม่และ ให้กระบวนการยุติธรรมปกติของประเทศทำ
"พรรคเพื่อไทยมีความชัดเจนว่า ไม่เคยเกี้ยเซี้ยกับอดีตผู้นำการปฏิวัติและไม่เคยเห็นว่า พล.อ.สนธิ เดินทางไปพบใครในต่างประเทศ ส่วนกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ออกมาโจมตี พล.อ.สนธิ นั้น อยากฝากว่า อย่าไปผลักอกให้ พล.อ.สนธิ ติดข้างฝา เพราะคนอย่างนายทหารระดับสูงเช่นนี้คงกำความลับอะไรในช่วงที่พรรคประชาธิปัตย์หวานชื่นในยุคปฏิวัติไว้เยอะ วันนี้ขอให้มองประเทศเป็นที่ตั้งบ้าง ลดความโกรธ ความเกลียดลงบ้าง ประเทศจะได้เดินหน้าไปแข่งขันกับต่างชาติได้" นายจิรายุ กล่าว
พื่อไทยตั้ง 3 ทีมกม.เกาะติดคดีอีสท์วอเตอร์
นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สส.กทม. และรองโฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงว่า พรรคได้ตั้งทีมกฎหมายขึ้นมา 3 ท่านเพื่อติดตามกรณีบริษัทอีสท์วอเตอร์บริจาคให้กับพรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจากทราบมาว่ามีนักกฎหมายภายในพรรคประชาธิปัตย์ได้ท้วงติงว่าการรับเงินจากบริษัทดังกล่าวเข้าบัญชีพรรคนั้น สุ่มเสี่ยงผิดกฎหมายจนอาจถึงขึ้นยุบพรรค จนต้องทำให้มีการประชุมเพื่อหาทางออก และเร่งนำเงินไปบริจาคให้กับสำนักนายกรัฐมนตรี ในที่สุดหลังเก็บไว้ถึงเดือนเศษทั้งนี้ ทีมกฎหมายได้ตั้งข้อสังเกตว่า เหตุใดจึงพักเงินไว้นานถึง 1 เดือน และการไปบริจาคต่อนั้นถือว่าความผิดสำเร็จแล้ว เพราะรับมา 1 ล้านบาทแล้วไปบริจาคต่อ1 ล้านบาทในระยะเวลา1 เดือน ซึ่งทางการเงินนั้นย่อมต้องมีดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นจากเงินที่คงไว้ในบัญชี ซึ่งหากคิดตามเรตของธนาคารร้อยละ 3.5 นั้นก็จะมีจำนวนเงินถึงปีละ 35,000 บาท ถือว่าความผิดสำเร็จแล้วใช่หรือไม่ ขณะเดียวกันก็พบข้อสังเกตอีกว่า เหตุใดเว็ปไซด์ของพรรคประชาธิปัตย์ถึงได้ล่มในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา และเมื่อกลับมาใช้ได้แต่ก็ไม่สามารถเข้าดูงบการเงินต่างๆ ได้ แต่เรื่องนี้พรรคไม่กังวลเพราะได้เก็บข้อมูลทั้งหมดของเว็ปไซด์พรรคประชาธิปัตย์ไว้ก่อนหน้าที่จะมีการเปิดเผยเรื่องนี้แล้ว และหากเว็ปไซด์ของพรรคประชาธิปัตย์กลับมาใช้ได้ตามปกติแต่หากมีข้อมูลที่เปลี่ยนไปก็จะนำมาเปรียบเทียบว่า ก่อนที่เว็ปไซด์จะล่มและหลังเว็ปไซด์ล่มนั้นแตกต่างกันอย่างไร ทั้งนี้ พรรคจะติดตามการตรวจสอบของคณะกรรมการการเลือกตั้งอย่างใกล้ชิด ด้วยเพื่อดูว่ากรณีดังกล่าวผลจะออกมาเป็นอย่างไร เพราะพรรคประชาธิปัตย์ไม่โดนยุบพรรคมาแล้วหลายครั้ง