วิกฤติสินค้าราคาแพง

วิกฤติสินค้าราคาแพง คำถามต่อกระบวนการสืบข้อมูล : คอลัมน์รายงานพิเศษวันเสาร์

                   "ข้อมูลราคาสินค้าที่มีการจัดเก็บ เป็นราคาสินค้าเฉลี่ยที่มีการเคลื่อนไหวทุกวัน และทุกพื้นที่ในตลาดขนาดใหญ่ทั่วประเทศ ราคาอาจจะไม่ตรงกันบ้างในบางตลาด บางพื้นที่ เพราะราคาสินค้าประเภทเนื้อสัตว์ ผัก ผลไม้ มีความเคลื่อนไหวอยู่ตลอด จึงขอให้เปรียบเทียบกับราคาสินค้าในช่วงเดียวกันกับปีก่อน เห็นภาพได้ชัดว่าราคาสินค้าไม่ได้ขยับมากกว่าปีก่อนเลย" ยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ 4 พฤษภาคม  : กรุงเทพฯ

                   "ราคาสินค้าต้นทางส่วนใหญ่เริ่มถูกลงเกือบทั้งหมด แต่กว่าจะผ่านพ่อค้าคนกลางไปถึงผู้บริโภค ยังมีหลายปัจจัยทั้งสภาพอากาศและการขนส่ง จึงต้องพยายามกระจายแหล่งซื้อให้ใกล้มากที่สุด เช่น ให้ปลูกขายในท้องถิ่น  สินค้าชนิดเดียวกันในตลาดเดียวกันยังราคาแพงต่างกัน ซึ่งก็อยู่ที่ผู้ซื้อ หากร้านไหนราคาแพงก็ไม่ซื้อ ผู้ขายก็ต้องลดราคาลงมาเอง" ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี 19 พฤษภาคม : นครปฐม

                   ทั้งการลงพื้นที่เพื่อไปติดตามราคาสินค้าโดยนายกรัฐมนตรี และมอบหมายให้คณะรัฐมนตรีไปดำเนินการ ปฏิเสธไม่ได้ว่านี่คือสิ่งที่สะท้อนว่า ปัจจัยจากค่าครองชีพที่ปรับตัวขึ้นสูง ผ่านราคาสินค้าอุปโภค-บริโภค เป็นเรื่องที่ไม่สามารถละเลยได้ ไม่ว่าความเดือดร้อนดังกล่าวที่เกิดขึ้น จะมีพื้นฐานความรู้สึกมาจาก "คิดไปเอง"หรือไม่ก็ตาม เพราะหากประเมินจากการสำรวจความคิดเห็นประชาชนของเอแบคโพลล์ สำนักวิจัยมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ในประเด็นที่ว่า ราคาสินค้าที่แพงอยู่ในขณะนี้ ประชาชนคิดว่าเป็นเรื่องจริงหรือเพียงแค่ความรู้สึก คำตอบ 90.1% ยืนยันว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือข้อเท็จจริง ขณะที่ 9.9% ตอบคำถามว่าคือการรู้สึกกันไปเอง

                   คำถามที่เกิดขึ้นจึงอยู่ที่ว่ากระทรวงพาณิชย์และรัฐบาล รับรู้มากน้อยเพียงใด ถึงความเคลื่อนไหวของราคาสินค้าที่ปรับขึ้น ฐานข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์เป็นไปตามความเป็นจริงมากน้อยแค่ไหน เพราะข้อมูลที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง ย่อมเป็นช่องว่างให้เกิดความผิดพลาดในการกำหนดแนวทาง น่าสนใจว่าการสืบราคาสินค้าที่เป็นกรอบการทำงานในขณะนี้ เกิดขึ้นโดยหน่วยงานรัฐ ให้ผู้ที่จ้างเหมาบริการ ไปสอบถามผู้ขายสินค้าตามแหล่งต่างๆ ที่ได้กำหนดไว้ ซึ่งวิธีการดังกล่าวต้องใช้เวลา และต้องลงพื้นที่จริง แต่ปัญหาอยู่ที่ผู้รับงานที่ทำงานไม่ทันกับปริมาณงานที่มากเกินไป

                    ทางเลือกที่นำมาใช้ก็คือการสรุปว่า "ราคาไม่เคลื่อนไหว" ซึ่งตามขั้นตอนแล้ว เมื่อราคาไม่เคลื่อนไหว จะต้องมีการหารายละเอียดทันที แต่ก็ถูกละเลย ทั้งที่การสำรวจดัชนีผู้บริโภคสามารถทำให้มีประสิทธิภาพ เพราะกระทรวงพาณิชย์มีเครื่องมือต่างๆ ในการกำกับอยู่แล้ว เช่น เครื่องมือให้ผู้ขายปิดราคาสินค้าให้ชัดเจน ซึ่งวิธีนี้ผู้มาสำรวจอาจใช้กล้องถ่ายรูปบันทึกได้อย่างรวดเร็ว และอาจจ้างบุคคลที่ทำงานตามแหล่งขายสินค้าแต่ละแห่งทำหน้าที่ วิธีนี้จะได้รายงานที่ถูกต้อง

                   ส่วนอีกวิธีหนึ่ง ทำจากผู้บริโภคโดยตรงในการแจ้งเบาะแสราคาสินค้า โดยผู้บริโภคต้องแจ้งชื่อที่อยู่จริงให้ตรวจสอบได้ จากนั้นก็แจ้งราคาสินค้าที่ตนบริโภคหลายๆ รายการ ทั้งสินค้าที่ราคาไม่เปลี่ยนแปลง และเปลี่ยนแปลง ขั้นตอนนี้ก็จะไม่ต้องเสียค่าจ้างแรงงานสำรวจ แต่ต้องหาส่วนวิเคราะห์ข้อมูลในแต่ละจังหวัด ความผิดพลาดดังกล่าวในการสืบข้อมูลที่เป็นกรณีศึกษาก็คือ ในการประชุมเพื่อแก้ไขปัญหาสินค้าราคาแพง โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีการซักถาม เจ้าหน้าที่สำนักดัชนี และพบปัญหาราคาสินค้าของในจังหวัดทางภาคใต้แห่งหนึ่งผิดปกติ กล่าวคือราคาเสื้อผ้านักเรียน มีราคาขายต่ำกว่าพื้นที่อื่น จึงให้เจ้าหน้าที่ซึ่งอยู่ในที่ประชุมโทรศัพท์มาสอบถามราคาที่แท้จริงจากปลายทาง

                   ปรากฏว่าไม่สามารถติดต่อลูกจ้างที่ทำหน้าที่สืบราคาได้ เจ้าหน้าที่ต้องไปที่ร้านค้าเพื่อขอยืนยันราคาและพบว่า ราคาที่แจ้งกลับมาโดยลูกจ้างแตกต่างไปจากราคาที่สำรวจจริง คือมีราคาที่สูงกว่า ซึ่งการจ้างลูกจ้างในลักษณะจ้างเหมาบริการเพื่อสำรวจราคาสินค้าในแต่ละจังหวัด หากไม่มีการควบคุมการทำงานอย่างจริงจัง ก็จะเป็นที่มาของปัญหาดังกล่าว ผู้ที่ทำหน้าที่สืบราคารายเดียวกันนี้ยังเคยให้ข้อมูลว่า ราคาถั่วฝักยาว จำหน่ายที่กิโลกรัมละ 18-25 บาท แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ไปสืบราคาเองพบว่าราคาขายปัจจุบันคือกิโลกรัมละ 58 บาท

                    หัวใจสำคัญในการสังเคราะห์ข้อมูล อยู่ที่สำนักงานดัชนี หน่วยงานแห่งนี้อยู่ในสังกัดสำนักงานปลัดกระพาณิชย์ สำนักดัชนีที่ทำหน้าที่สำรวจสินค้าทั่วประเทศ ไม่ได้มีฐานะเป็นกรม จึงไม่มีหน่วยงานในภูมิภาค ดังนั้น จึงต้องอาศัยสำนักงานพาณิชย์จังหวัดช่วยสำรวจสินค้าต่างๆ ส่วนการสำรวจราคาสินค้า ทางพาณิชย์จังหวัดได้จ้างลูกจ้างมาสำรวจ โดยการจ้างเป็นการทำสัญญาจ้างเหมาบริการ เหมือนจ้างทำของ เงินเดือนเฉลี่ย 7,500 บาท (ต่ำกว่าค่าจ้างขั้นต่ำ) เวลาสืบราคาสินค้าต้องใช้ยานพาหนะของตัวเอง 

                   นี่จึงอาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้กระบวนการได้มาซึ่งข้อมูล คลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง


ต้นทุนในการต้ม "พะโล้"

                   ร้านข้าวแกง แม่พจนา สาขา 2 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ไข่ไก่ เบอร์ 3 จำนวน 1 แผง (แผงละ 30 ฟอง ราคา/แผง 85-86 บาท), หมูสามชั้น  ฝ กิโลกรัม (ราคา 120 บาท/กิโลกรัม) เต้าหู้ 5 ก้อนใหญ่ ราคา 30 บาท, น้ำตาลปีบ 1 กิโลกรัม ราคา 28 บาท  ผงพะโล้ 1 ซอง  25 บาท  รวมต้นทุนเฉลี่ยหม้อละ 229 บาท

                   ร้านบัวผันพะโล้ ตลาดก้อม  อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ไข่ไก่ 1 แผง  30 ฟอง แผงละ 95 บาท จากเดิมแผงละ 60 บาท หมู 1 กิโลกรัม 130 บาท เต้าหู้ 10 ก้อน รวม  50 บาท รวมต้นทุนเฉลี่ย หม้อละ  300 บาท

                   ร้านข้าวแกงป้าลำยอง เขตเทศบาลนครเมืองสุราษฎร์ธานี ไข่ไก่ต้มสุก 60 ฟอง ฟองละ 5.50 บาท (ซื้อไข่ที่ต้มและปอกเปลือกแล้ว) หากต้มเองจะลดต้นทุนฟองละ 50 สตางค์-1 บาท หมู 3 ชั้น 2 กิโลกรัม เฉลี่ยกิโลกรัมละ 130 บาท เต้าหู้  1 กิโลกรัม 50 บาท น้ำตาลปีป 1 กิโลกรัม  25 บาท เครื่องพะโล้ 1 ชุด 20 บาท สารปรุงแต่งรสชาติ 20 บาท พริกไทย 10 บาท  รากผักชีและผักชี 20 บาท ซีอิ๊วดำและซีอิ๊วขาว 20 บาท หอมแดง 10 บาท รวมต้นทุนเฉลี่ยหม้อละ  565-600 บาท

                   แผงขายอาหารสำเร็จรูปอาหารไทยคุณแต๋ว ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น ไข่ไก่เบอร์ 0 จำนวน 60 ฟอง รวม 200 บาท หมูสามชั้น 1 กิโลกรัม 120 บาท น้ำตาลทรายครึ่งกิโลกรัม 15 บาท เครื่องผงพะโล้เฉลี่ยครั้งละ 50 บาท น้ำปลา/น้ำ/แก๊ส 50 บาท รวมต้นทุนเฉลี่ยหม้อละ 450-480 บาท

                   สะท้อนความแตกต่างของราคาต้นทุนแต่ละพื้นที่

................................
(วิกฤติสินค้าราคาแพง คำถามต่อกระบวนการสืบข้อมูล : คอลัมน์รายงานพิเศษวันเสาร์)