วัดเล่งเน่ยยี่

วัดเล่งเน่ยยี่: วันเว้นวันจันทร์ พุธ ศุกร์กับ ประภัสสร เสวิกุล

              ในหนังสือ “จากฮวงโหสู่เจ้าพระยา” จัดพิมพ์เนื่องในโอกาส 60 ปี ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ผู้ทรงมีคุณูปการต่อความสัมพันธ์ไทย-จีน เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษา 50 พรรษา เมื่อวันที่ 2 เมษายน พ.ศ.2548 กล่าวว่า “วัดจีนในประเทศไทยสร้างครั้งแรกที่กรุงเทพฯ ในสมัยรัชกาลที่ 5 ถึงแม้จีนกับไทยจะมีการเจริญสัมพันธไมตรีต่อกันมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยและสมัยอยุธยา แต่ก็เป็นการเจริญสัมพันธไมตรีทางการค้า ยังมิได้มีการสร้างวัดนอกจากการสร้างศาลเจ้าเพื่อประกอบพิธีตามประเพณีจีนเท่านั้น”
   
              ในสมัยกรุงธนบุรี เมืองญวนเกิดความวุ่นวาย องเชียงชุน โอรสเจ้าเมืองเว้ ได้อพยพครอบครัวมาอยู่ที่กรุงธนบุรี ต่อมาในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ องเชียงสือ ราชนัดดาเจ้าเมืองเว้ พาบริวารหลบหนีมาพึ่งพระบรมโพธิสมภารอีก พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก โปรดฯ ให้ตั้งบ้านเรือนอยู่ในพระนคร องเชียงสือและชาวญวนได้ช่วยราชการสงครามมีความชอบหลายครั้ง ญวนที่อพยพเข้ามาในสมัยนั้นและสมัยต่อมา มีทั้งที่นับถือพุทธศาสนาและคริสต์ศาสนา สำหรับพวกที่นับถือพุทธศาสนา เมื่อมาตั้งอยู่ที่ใดก็นิมนต์พระญวนมาสร้างวัดเป็นที่บำเพ็ญกุศลของพวกตน ตั้งแต่ปลายสมัยกรุงธนบุรี โดยที่พุทธศาสนาในญวนเป็นนิกายมหายานซึ่งมีรากฐานมาจากจีน ดังนั้น คนจีนในประเทศไทยจึงนิยมไปประกอบพิธีกรรมที่วัดญวน
   
              วัดจีนวัดแรกที่สร้างขึ้นเพื่อประกอบพิธีทางศาสนาของตนเองโดยไม่ต้องอาศัยวัดญวน คือวัดย่งฮก (หย่งฝู่สื้อ) ซึ่งต่อมาได้รับพระราชทานนามว่าวัดบำเพ็ญพรต ตั้งอยู่ที่เยาวราช สร้างโดยพระอาจารย์สกเห็ง ((ซวี่สิง) พระภิกษุสายหลินฉี หรือวิปัสสนากรรมฐาน ซึ่งจาริกมาจากประเทศจีน ในเวลาต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานที่ดินริมถนนเจริญกรุง เขตป้อมปราบศัตรูพ่ายในปัจจุบัน เนื้อที่ 4 ไร่ 18 ตารางวา ให้สร้างอารามจีน โดยพระยาโชฎึกราชเศรษฐี เจ้ากรมท่าซ้าย กับพุทธศาสนิกชนชาวจีนร่วมกันบริจาคทุนทรัพย์ในการก่อสร้าง ในปี พ.ศ.2414 ใช้เวลาดำเนินการ 8 ปี ตั้งชื่อตามภูมิลักษณ์ว่า เล่งเน่ยยี่ แปลว่าอารามมังกรดอกบัว ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานนามว่าวัดมังกรกมลาวาส และอาราธนาพระอาจารย์สกเห็งมาปกครองวัด ในปี พ.ศ.2422 ก็ได้ทรงโปรดเกล้าฯ พระราชทานสมณศักดิ์พระอาจารย์สกเห็งเป็นพระอาจารย์จีนวังสมาธิวัตร เจ้าคณะใหญ่จีนนิกายรูปแรกของประเทศไทย
   
              วัดเล่งเน่ยยี่เป็นวัดที่สร้างตามสถาปัตยกรรมจีนโบราณ การวางผังในเขตพุทธาวาสและสังฆาวาส ใช้หลักความสมดุลมีพื้นที่สองข้างเท่ากัน โดยวิหารหน้าเป็นส่วนโถงทางเข้า ประดิษฐานรูปพระโพธิสัตว์ต่างๆ ถัดจากวิหารเป็นพื้นที่ส่วนกลางสำหรับตั้งแท่นบูชาและกระถางธูป ภายในประดิษฐานพระพุทธรูป 3 องค์ สองข้างประดิษฐานรูปพระอรหันต์ข้างละ 9 องค์ระหว่างกลุ่มอาคารจะมีพื้นที่เปิดโล่งเป็นระยะๆ ประกอบด้วยวิหารบรรพบุรุษ วิหารใหญ่ที่ประดิษฐานพระโพธิสัตว์ต่าง ๆ  และวิหารบูรพาจารย์ รูปทรงสถาปัตยกรรม ลวดลายที่สลักบนไม้ ปูนปั้น และตุ๊กตากระเบื้อง เป็นศิลปะแบบจีนที่ประณีตงดงามและสะท้อนความเชื่อต่างๆ ของจีน ทั้งในการคุ้มครองป้องกันภยันตราย สิริมงคล และความสมบูรณ์พูนสุข
   
              วัดเล่งเน่ยยี่ไม่เพียงแต่เป็นพระอารามที่สำคัญของพระพุทธศาสนานิกายมหายาน ซึ่งเป็นที่เคารพสักการะของคนไทยโดยทั่วไปมาเป็นเวลากว่าร้อยปี หากแต่ยังเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์เกี่ยวการตั้งถิ่นฐานของคนจีนในประเทศไทย เป็นแหล่งศิลปะแบบจีนในเมืองไทยที่มีความสมบูรณ์อย่างยิ่ง และเป็นเครื่องยืนยันถึงการดำเนินชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขของคนจีนและคนไทยที่มีมาแต่อดีตกาล ยิ่งไปกว่านั้นก็คือพระมหากรุณาธิคุณที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ทรงมีต่อพสกนิกรของพระองค์โดยเท่าเทียมกัน
   
              ท้ายคอลัมน์วันนี้ ขอแนะนำหนังสือ “ภาพกวีอีสาน” หนังสือภาพเขียนประกอบบทกวีของศิลปินและนักเขียนชาวอีสาน ที่แสดงอัตลักษณ์และสีสันท้องถิ่นแผ่นดินอีสาน จัดทำโดยสโมสรนักเขียนภาคอีสาน ร่วมกับสมาคมศิลปินอีสาน เป็นหนังสือที่งดงามทั้งภาพเขียนและคำคม ราคาเล่มละ 190 บาทครับ