'คนจน'ที่ถูกเมิน

'คนจน'ที่ถูกเมิน : มนุษย์สองหน้า โดยแคน สาริกา

                พวกเขาเดินทางมาถึงกรุงเทพฯ แบบเงียบเชียบ จนเหล่าจมูกมดจมูกข่าวไม่ได้กลิ่น ต่างจากในอดีตที่ข่าวการชุมนุมของ "สมัชชาคนจน" (สคจ.) ล้วนอยู่ในความสนใจของสื่อมวลชน เพียงขยับเท้าออกจากหมู่บ้าน ก็เป็นข่าวหน้า 1 หนังสือพิมพ์หัวสีและหัวไม่สีแล้ว
   
              สมัชชาคนจน เป็นขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม โดยเหล่าคนยากคนจนได้ร่วมกันทำ “การเมืองบนท้องถนน” จนได้รับการกล่าวถึงอย่างกว้างขวาง
   
              องค์กรนี้กำเนิดขึ้นหลังเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 มีกลยุทธ์การเคลื่อนไหวต่อสู้คือ การชุมนุมประท้วงอย่างสันติวิธี เพื่อกดดันให้รัฐบาลเปิดเวทีเจรจาอย่างเสมอหน้า เพื่อให้มีการดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม
   
              หลังจากมีการประชุมเพื่อจัดตั้งสมัชชาคนจนอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2538 ได้จัดการชุมนุมใหญ่ในเดือนมีนาคม-เมษายน 2539 เรียกว่า “มหกรรมทวงสัญญาสมัชชาคนจน” ต่อรัฐบาลบรรหารที่ข้างทำเนียบ
   
              เดือนมกราคม 2540 สมัชชาคนจน จัดการชุมนุมยืดเยื้อถึง 99 วัน ได้ข้อตกลงจากการเจรจาเป็นมติ ครม. ของรัฐบาลชวลิต โดยสามารถแก้ไขปัญหาได้จนบรรลุผล 18 กรณี ส่วนที่เหลืออยู่ในขั้นตอนการดำเนินการ
   
              มาถึงรัฐบาลชวน 2 สมัชชาคนจนตัดสินใจชุมนุมย่อยเพื่อติดตามการแก้ไขปัญหาขึ้นในระหว่างเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2541 แต่ไม่ประสบผลสำเร็จเหมือนรัฐบาลชวลิต
   
              พอย่างเข้าสู่ช่วงรัฐบาลทักษิณ สมัชชาคนจนยกพลมาปักหลักชุมนุมข้างทำเนียบในเดือนกุมภาพันธ์ 2544 พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ลงไปนั่งกินข้าวกับผู้ชุมนุม ต่อจากนั้นได้แต่งตั้งคณะกรรมการติดตามแก้ไขปัญหาฯ
   
              เดือนกุมภาพันธ์ 2549 ท่ามกลางกระแสการขับไล่นายกฯ ทักษิณ สมัชชาคนจนยังจัดชุมนุมเรียกร้องให้มีการแก้ไขปัญหาที่ยังไม่บรรลุตามมติ ครม. และผลักดันเรื่องการปฏิรูปการเมืองเพื่อคนจน
   
              ที่สำคัญ สมัชชาคนจนได้ปฏิเสธข้อเรียกร้องของพันธมิตร ในการเข้าร่วมเคลื่อนไหวขับไล่รัฐบาลทักษิณ
   
              จวบจนการเมืองภาคประชาชนในนาม "คนเสื้อเหลือง" และ "คนเสื้อแดง" ได้มีการเคลื่อนไหวบนท้องถนนอย่างต่อเนื่อง ก็ทำให้สมัชชาคนจนถูกกลืนหายไปในกระแสการเมืองสองขั้วสองสี
   
              เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ประภาส ปิ่นตบแต่ง นักวิชาการที่ร่วมเคลื่อนไหวกับสมัชชาคนจนมายาวนานได้เขียนบทความถึงภาคประชาชนในยุคการเมืองเรื่องสีว่า "พวกเขาก็ไปเลือกตั้งและยืนยันได้ว่าพื้นที่ของคน
             
              จนในเครือข่ายขบวนการการเคลื่อนไหวต่างๆ ส่วนใหญ่เลือกพรรคของคนเสื้อแดงมากกว่าพรรคที่เป็นพันธมิตรกับคนเสื้อเหลือง"
   
              ถึงกระนั้นนักกิจกรรมหรือนักวิชาการที่เคยหนุนช่วยสมัชชาคนจน ก็แอบนินทาว่า "..การเมืองภาคประชาชนแนวนี้ เป็นไม้เกี๊ยะหรือที่รองส้นตีนให้แก่การปฏิวัติรัฐประหาร" 
   
              คนกลุ่มนี้จึงเมินหน้าหนีขบวนการคนจน และหันไปสนับสนุนคนเสื้อแดงที่เป็นพลังมวลชนแห่งการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในทัศนะของปัญญาชนรุ่นใหม่
   
              การเดินทางมาชุมนุมอยู่ที่หน้าประตู 5 ทำเนียบรัฐบาล ของเหล่าคนจนคนหน้าเดิมๆ จึงตกอยู่ในสภาพ "คนจนที่ถูกเมิน" เช่นเดียวกับกลุ่มสภาประชาชน 4 ภาค หรือกลุ่มเกษตรกรอื่นๆ
   
              ในแถลงการณ์ชิ้นล่าสุดของสมัชชาคนจนระบุว่า ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา เครือข่ายสมัชชาคนจนที่เดือดร้อนทั่วประเทศ อาทิ เครือข่ายเขื่อน เครือข่ายป่า เครือข่ายที่ดิน เครือข่ายประมงพื้นบ้าน เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก สภาเครือข่ายผู้ป่วยจากการทำงาน ฯลฯ ยังถูกละเมิดสิทธิ สูญเสียโอกาส เสียอาชีพ ทรัพย์สิน เสียสิทธิในการดูแลรักษาในการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรในชุมชนท้องถิ่น
   
              "เราขอเรียกร้องรัฐบาลให้ทำหน้าที่ให้สมกับที่ชาวบ้านรากหญ้าไว้ใจ จึงขอให้รัฐบาลเปิดการเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหารายกรณีของสมัชชาคนจนทันที"
   
              เพื่อไม่ให้ตกเป็นเครื่องมือของการเมืองสีใด สมัชชาคนจนจึงย้ำจุดยืนการชุมนุมโดยไม่มีเจตนาอื่นแอบแฝงทั้งสิ้น และไม่ได้เคลื่อนไหวเพื่อรับใช้กลุ่มการเมืองใดๆ
   
              จะอย่างไรก็ตาม ขอให้กำลังใจสมัชชาคนจน แม้พลังจะลดน้อยถอยลง แต่ก็คงไม่สิ้นพลังใจในการต่อสู้