น่าเป็นห่วงอนาคตของชาติ

น่าเป็นห่วงอนาคตของชาติ : บทบรรณาธิการประจำวันที่22พ.ค.2555

             เป็นเรื่องขึ้นมาจนได้จากนโยบายอันสับสนของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเริ่มจากการให้ข่าวของรัฐมนตรีศึกษาธิการ สุชาติ ธาดาธำรงเวช ทีแรกบอกว่าจะเปิดทางให้โรงเรียนดังรับเงินบริจาค โดยให้โรงเรียนเปิดห้องพิเศษรับเด็กพิเศษเหล่านั้น จนทำให้ถูกโจมตีมาแล้วว่า นั่นคือการเปิดให้โรงเรียนเปิดรับแป๊ะเจี๊ยะ ต้นเหตุของการคอรัปชั่น และความเหลื่อมล้ำได้อย่างเสรี จนทำให้ รมว.ศึกษาธิการต้องออกมาแก้ข่าวในวันถัดมาว่า ไม่ได้ให้นโยบายไปเช่นนั้น ไม่ได้ให้โรงเรียนเปิดรับแป๊ะเจี๊ยะเสรี หลังจากนั้นเรื่องราวก็เงียบหายไป โดยต่างก็เข้าใจว่า ทั้งผู้ปกครอง ทั้งโรงเรียนจะทำในสิ่งที่รัฐมนตรีให้สัมภาษณ์
 
             แต่เมื่อเกิดกรณีเครือข่ายผู้ปกครองและนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) กว่า 30 คน เข้าร้องเรียนต่อนายกรัฐมนตรีและต่อด้วยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เพื่อให้แก้ไขปัญหานักเรียนชั้น ม.3 ที่ไม่มีโอกาสเรียน ม.4 โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ตั้งแต่บ่ายวันที่ 18 พฤษภาคม แล้วตามด้วยการอดอาหารประท้วงของเด็กนักเรียนที่หน้าทำเนียบรัฐบาลจนสุดท้ายก็ต้องมีตัวแทนของโรงเรียนของกระทรวง แม้กระทั่งของตำรวจนครบาล ขาดแต่ตัวรัฐมนตรีสุชาติ ที่บอกว่าติดภารกิจที่ต่างประเทศ เลยไม่ได้มาร่วมถกหาทางออก ทั้งที่ก่อนหน้านี้ทั้งโรงเรียนและฝ่ายนักเรียนรวมทั้งผู้ปกครองไม่อาจบรรลุข้อตกลง หาทางออกร่วมกันไม่ได้ เพราะฝ่ายโรงเรียนยึดหลักเกณฑ์ที่ประกาศไปก่อนหน้านี้ ในขณะที่ฝ่ายนักเรียนและผู้ปกครองแย้งว่า หลักเกณฑ์ที่ว่านั้นเพื่อเปิดทางให้โรงเรียนมีช่องทางรับเด็กพิเศษและทำให้เด็กเก่าไม่ได้สิทธิเรียนต่อ แล้วก็ไพล่ไปพูดถึงแป๊ะเจี๊ยะค่าเก้าอี้ จนทำท่าว่าเรื่องนี้จะไปจบลงที่ศาลเพราะทางโรงเรียนถือว่าได้รับความเสียหาย
 
             ความจริงแล้วโรงเรียนชื่อดังนั้นเงินใต้โต๊ะ เงินบริจาค หรือแป๊ะเจี๊ยะ เป็นเรื่องเดียวกันหมด การสำรวจที่มีการเปิดเผยที่ผ่านมามีตั้งแต่เริ่มต้นที่ 3-5 หมื่นบาท และไปจบที่ 1-3 ล้านบาท โดยเป็นที่รู้กันโดยทั่วไปว่าเป็นที่ไหน ปัญหาก็คือว่า นอกจากชื่อเสียงของโรงเรียนแล้ว เงินที่จับจ่ายออกไปนั้นผู้ปกครองไปมีค่านิยมที่ผิดเพี้ยนว่า นี่คือการซื้อสังคมให้แก่บุตรหลาน มองอย่างผิวเผินมันก็ไม่ผิดนัก แต่มองในมุมที่มีความรับผิดชอบเรื่องนี้กระทรวงศึกษาธิการคือจำเลยที่ถูกกล่าวหามาตลอดในเรื่องการขจัดความเหลื่อมล้ำในการให้การศึกษา ถึงแม้รัฐธรรมนูญจะบังคับให้รัฐมีหน้าที่ให้การศึกษา 12 ปี อย่างเท่าเทียมกันทุกคน และปีหน้ากระทรวงศึกษาธิการก็จะได้งบประมาณไป 7 แสนกว่าล้านบาท แต่ก็ไม่มีใครเชื่อว่า กระทรวงศึกษาธิการจากการตกเป็นจำเลย ทั้งที่ทำง่ายเพียงแค่เพิ่มความรับผิดชอบแก่หน่วยงานในสังกัด
 
             ผลการเจรจาระหว่างตัวแทนกระทรวงศึกษาธิการ นักเรียน-ผู้ปกครอง และเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ออกมาให้โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี)  ไปทบทวนและหาทางเปิดรับนักเรียนที่ออกมาประท้วงได้มีที่เรียน จะด้วยการเปิดห้องเรียนใหม่ หรือวิธีการใดก็ตาม แถมยังทำท่าว่าจะตั้งกรรมการสอบสวนผู้อำนวยการโรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี)  กำลังถูกสังคมตั้งคำถามด้วยเช่นกันว่า ในเมื่อมั่นอกมั่นใจว่า กฎระเบียบที่ออกมานั้นบังคับใช้กับทุกคนแล้วเหตุใดจึงยกเว้นสำหรับคนที่มาชุมนุมอดข้าวประท้วง ไม่ใช่ว่าไม่เห็นใจนักเรียนที่ออกมาประท้วง แต่น่าเป็นห่วงว่า อนาคตสังคมบ้านเราจะเป็นอย่างไร หลังพฤษภาคม 2553 กฎหมู่ยังอยู่เหนือกฎหมายได้อีกหรือ