ถึงตอนนี้ใครต่อใครก็ต่างพากันพูดถึงนโยบายรวมประเทศชาติในกลุ่มอาเซียนเป็นหนึ่งเดียว เหมือนกับที่ประเทศต่างๆ ในทวีปยุโรปรวมกันเป็นประชาคมยุโรป หลักใหญ่ใจความก็คือเป็นการรวมตัวกันทางเศรษฐกิจ
ในระยะแรกของการเกิดประชาคมเศรษฐกิจยุโรป ก็ทำให้กลุ่มประเทศในประชาคมเศรษฐกิจยุโรปกลายเป็นมหาอำนาจ ที่มีอำนาจต่อรองไม่แพ้ตลาดหลักดั้งเดิมอย่างสหรัฐอเมริกา เงินตราสกุลยูโรที่ถูกกำหนดขึ้นมาเพื่อเป็นเงินตรามาตรฐานของกลุ่ม กลายเป็นเงินตราที่โลกทั้งโลกยอมรับและมีค่าที่เสถียร หรือมีแต่นับวันจะมีอัตราการแลกเปลี่ยนที่แข็งมากขึ้น
แต่เมื่อประเทศในกลุ่มประชาคมยุโรปมีจำนวนสมาชิกเพิ่มมากขึ้น เพราะมีประเทศที่เกิดใหม่เข้ามาร่วมในกลุ่มมากขึ้น ความผันผวนของเศรษฐกิจของกลุ่มและของประเทศสมาชิกก็เริ่มปรากฏให้เห็น เพราะฐานะภายในของประเทศสมาชิกที่มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน แม้ว่าจะมีขั้นตอนของการบังคับและตรวจสอบ ให้แต่ละประเทศที่จะเข้ามาร่วมกับกลุ่ม ต้องพัฒนาให้ผ่านมาตรฐานก่อนแล้วก็ตาม
สมาชิกใหม่ของกลุ่มประชาคมยุโรปบางประเทศ แม้ว่าจะได้เข้าร่วมในกลุ่มอย่างเป็นทางการ ซึ่งหมายความว่าโดยปกติจะต้องใช้เงินสกุลยูโรเป็นสกุลเงินประจำชาติ จึงยังมีหลายประเทศสมาชิกใหม่ที่ยังคงใช้เงินสกุลของตนเองเป็นเครื่องมือในการแลกเปลี่ยนซื้อขาย เพราะรู้ดีว่าหากเปลี่ยนมาใช้เงินสกุลยูโรเช่นเดียวกับประเทศสมาชิกที่มีความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจสูงกว่ามาก ราคาสินค้าในประเทศของตนเองที่ประชาชนต้องใช้บริโภคก็จะถีบตัวสูงขึ้นโดยอัตโนมัติ จนถึงขั้นทำให้ประชาชนในประเทศของตนเองไม่สามารถดำรงอยู่ได้ตามปกติสุข
กลุ่มประเทศในประชาคมยุโรปทุกวันนี้จึงถูกจับตามองว่า รัฐบาลของแต่ละประเทศจะสามารถบริหารจัดการให้ประชาชนของตนเอง มีความสุขกับค่าครองชีพที่เกิดขึ้นได้ในระดับเดียวกัน กับประชาชนของประเทศอื่นๆ ในกลุ่มประชาคมหรือไม่ และเมื่อประเทศสมาชิกที่อ่อนแอกว่าของกลุ่ม มีปัญหาเกิดขึ้นจากระบบเศรษฐกิจและการเงิน ประเทศสมาชิกที่เข้มแข็งกว่าจะเข้าไปช่วยเหลือจัดการปัญหานั้นๆ หรือไม่อย่างไร
ในปี พ.ศ.2558 คือกำหนดเวลาที่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ASEAN Economic Community หรือ AEC จะต้องเกิด เกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขที่ประเทศสมาชิกของประชาคมนี้ มีความแตกต่างกันมากกว่าประเทศในกลุ่มสมาชิกประชาคมยุโรป ช่องว่างของทั้งแนวความคิดทางการเมือง ศาสนา และฐานะทางเศรษฐกิจล้วนเป็นช่องว่างที่ห่างกันมากมาย
แน่นอนว่าเป็นสัจธรรมที่แท้จริงของโลกนี้คือ เมื่อมีการตกลงร่วมกันเกิดขึ้นก็ย่อมจะต้องมีฝ่ายหนึ่งได้มีฝ่ายหนึ่งเสีย หรืออย่างน้อยก็ต้องมีฝ่ายที่ได้มากและฝ่ายที่ได้น้อยกว่า การเกิดขึ้นของประชาคมอาเซียนที่กำลังจะมาถึง ฝ่ายที่ได้เปรียบจึงควรเป็นฝ่ายที่มีการเตรียมความพร้อมมากที่สุด ซึ่งหมายถึงความพร้อมทั้งในระดับรัฐบาลและความพร้อมทั้งในระดับเอกชน
ในส่วนของเอกชนต้องหมายรวมถึงเอกชนระดับชาติหรือระดับนานาชาติ และเอกชนในระดับท้องถิ่นที่มีความจำเป็นต้องให้หน่วยงานของรัฐ เข้าไปให้ข้อมูลความรู้เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับมิตรที่จ้องหาประโยชน์ร่วมกัน แต่ปัจจุบันนี้จะเห็นได้ว่าในส่วนของเอกชนระดับชาติเท่านั้นที่พร้อม ส่วนเอกชนระดับท้องถิ่นยังไม่ได้รับการปลูกฝังความพร้อมแต่อย่างใดทั้งสิ้น
แม้ว่าโดยส่วนตัวผมจะสนับสนุนการเกิดขึ้น ของประชาคมอาเซียนและประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน แต่เมื่อมองเห็นถึงความไม่พร้อมของชนส่วนใหญ่ในประเทศ ผมจึงได้แต่หวังลึกๆ ว่าด้วยความแตกต่างในหลายด้านของแต่ละประเทศสมาชิก คงจะทำให้การเกิดขึ้นของประชาคมต้องมีการล่าช้าออกไปบ้าง และในช่วงเวลาของความล่าช้านั้น รัฐบาลไทยน่าจะได้ใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ ด้วยการติดอาวุธภาคเอกชนทุกระดับ ให้พร้อมที่จะก้าวขึ้นอยู่หัวแถวของอาเซียนครับ
......................................
(เปิดบ้านรับแขก : คอลัมน์ขมน้ำตาล หวานบอระเพ็ด : โดย....พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ)