'ฟาโรห์2012'แฉคู่แข่ง-แย่งอำนาจ

เกาะกระแส แฉคู่แข่ง แย่งอำนาจ 'ฟาโรห์' 2012 แห่งอียิปต์' : คอลัมน์เปิดโลกวันอาทิตย์ : โดย...ดลหมาน ณ ไคโร

                     ณ วินาทีนี้ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า อียิปต์ ดินแดนแห่ง “ทะเลทราย” “แม่น้ำไนล์” และ “ฟาโรห์” กำลังเป็นที่จับตาของทั่วโลก หลายหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศจ้องจับตาอย่างไม่กะพริบ เริ่มตั้งแต่เกิดเหตุปฏิวัติประชาชนเมื่อต้นปี 2554 จนกลายเป็นบาดแผลเรื้อรังเรื่อยมาว่าด้วยความขัดแย้งทางความคิด อุดมการณ์ ของคนหลายๆ ระดับชั้น นับตั้งแต่รากหญ้า ระดับกลางและระดับสูง ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อ แม้ว่าอียิปต์จะเผชิญกับมรสุมใหญ่ที่รุมกระหน่ำหลายระลอกตลอดช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาจนเกือบเอาตัวไม่รอด แต่อียิปต์ก็ยังคงยืนยงและอยู่ได้โดยไม่มีประเทศมหาอำนาจเข้ามาแทรกแซงได้ เหตุผลก็คือ

                      “จิตสำนึกส่วนลึกของศาสนา” ที่ฝังแน่นอยู่ในหัวใจและสายเลือดของพวกเขา

                      เรื่องการเมือง การบริหารและการปกครอง ล้วนแล้วเป็นเรื่องของความคิด “หมกเม็ด” ภายใต้อุดมการณ์  เรื่องของพรรคพวก และพ่วงด้วยเรื่องของผลประโยชน์ต่างๆ ที่ซัดทอดกันมาจากเบื้องบนลงมายังเบื้องล่าง ไม่แปลกที่จะมีการประท้วงครั้งแล้วครั้งเล่า ในหลายๆประเด็นเพราะพวกเขาชาวอียิปต์ต้องการที่จะเริ่มต้นชีวิตใหม่กับกฎหมายใหม่ๆ และผู้นำคนใหม่ซึ่งอยู่ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยที่มีสิทธิ์เท่าเทียมกัน และนี่คืออิสระที่ประชาชาติลูกหลานฟาโรห์ชาวอียิปต์รอคอยมานานกว่า 30 ปี 

                      การเลือกตั้งประธานาธิบดีอียิปต์จะจัดขึ้น 2 รอบ รอบแรกจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 23-24 พฤษภาคม ส่วนรอบสองมีขึ้นในวันที่ 16-17 มิถุนายน ซึ่งจะเป็นการชิงชัยระหว่างผู้สมัครที่มีคะแนนในรอบแรกสูงสุด 2 ราย  และจะมีการประกาศรับรองผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีอย่างเป็นทางการในวันที่ 21 มิถุนายน ซึ่งเร็วกว่าที่สภาทหารอียิปต์ได้ให้สัญญาไว้ก่อนหน้านี้ จากนั้น ผู้ชนะเลือกตั้งจะได้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีอียิปต์ในวันที่ 1 กรกฎาคม 2555 

                       ขณะนี้มีผู้ยื่นใบสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจำนวน 23 ราย ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งได้คัดกรองและตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัคร

                     อย่างละเอียดตั้งแต่เชื้อสายวงศ์ตระกูล ประวัติตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน รวมถึงหน้าที่การงานของผู้เข้าชิง ปรากฏว่าคณะกรรมการได้ตัดสิทธิ์ผู้ที่สมัครเข้าชิงตำแหน่ง 10 ราย ซึ่งทำผิดกฎการเลือกตั้งและมีประวัติบางอย่างไม่ชัดเจน จนกลายเป็นปฐมเหตุของการลุกฮือของประชาชนขึ้นมาอีกครั้ง เพราะ 3 รายใน 10 รายที่ถูกตัดสิทธิ์เข้าชิงตำแหน่งในครั้งนี้คือ ตัวเต็งหนึ่งและเป็นบุคคลสำคัญของพรรคต่างๆ อีกด้วย ได้แก่ 1.นายฮาเซม อาบู อิสมาอิล จากกลุ่มซาลาฟี หรือกลุ่มอนุรักษนิยมสุดขั้ว 2.นายไครัต อีลชาตีร นักธุรกิจ จากกลุ่มภราดรภาพมุสลิม 3.นายอูมัร สุไลมาน อดีตหัวหน้าหน่วยข่าวกรองสมัยประธานาธิบดีฮอสนี มูบารัก

                      ไหนๆ ก็ไหนแล้วเราลองมาดูประวัติของทั้งสามราย ผู้ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นฐานคะแนนเสียงที่มีแฟนคลับพร้อมจะเลือกบุคคลทั้งสามนี้ แสดงว่าสามรายนี้ต้องมีดีอะไรแน่นอน และทำไมถึงต้องถูกตัดสิทธิ์ในการเข้าชิงตำแหน่งฟาโรห์แห่งปี 2555 ซึ่งเป็นครั้งแรกของการเลือกตั้งประธานาธิบดีของประเทศอียิปต์

                      คนแรกได้แก่ นายฮาเซม อาบู อิสมาอิล เป็นชาวอียิปต์ มีอาชีพเป็นทนายความ นักการเมือง และครูสอนศาสนา จากพรรคอนุรักษนิยมสุดขั้ว หรือซาลาฟี เป็นบุคคลที่เคร่งในด้านศาสนาและมีอุดมการณ์ที่รุนแรง ตัดทุกอย่างที่ขัดกับหลักศาสนาโดยไม่ต้องพึ่งพาของฮารามหรือสิ่งต้องห้าม ช่วงหาเสียงที่เป็นข่าวฮือฮาและเล่าลือทำให้ทุกคนไม่ว่าจะในประเทศอียิปต์หรือในต่างประเทศจำเขาได้ทันทีเมื่อให้สัมภาษณ์ทางสื่อทีวีว่า ถ้าเขาได้รับคัดเลือกประเทศอียิปต์ผู้หญิงต้องคลุมศีรษะและแต่งกายแบบอิสลาม โดยเฉพาะการคัดค้านเงินที่ได้จากบ่อนกาสิโนและไนต์คลับมาเป็นเงินงบประมาณบริหารประเทศ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องห้ามจากเงินเหล่านี้

                      ประโยคเด็ดที่ทำให้ผู้ที่คลั่งหรือไม่คลั่งในศาสนาต้องเห็นด้วยกับประโยคเด็ดนี้ “อิสราเอลห้ามการเก็บเงินภาษีจากการพนัน เพราะขัดกับหลักศาสนายูดาย(ยิว) ในขณะที่อียิปต์หาเงินจากนักเต้นระบำหน้าท้องที่สร้างความบันเทิงให้แก่คน เมา” และถ้าเขาได้รับเลือกในครั้งนี้เขาจะพัฒนาเศรษฐกิจให้รุ่งเรืองโดยไม่พึ่งพาสิ่งเหล่านี้เลย นี่คือ ถ้อยคำที่ทำให้ได้รับความนิยมชมชอบในสิ่งที่เขาพูด เพราะนี่คือความจริงและถูกต้องตามหลักศาสนาอิสลามโดยแท้จริง จึงไม่แปลกที่กลายเป็นหนึ่งคนที่ทุกคนต่างจับตามองเป็นพิเศษ

                      แต่แล้วเรื่องราวก็กลับตาลปัตรเมื่อคณะกรรมการตรวจสอบประวัติปรากฏว่าเขาผู้นี้มีข้อบกพร่องและไม่มีสิทธิ์ที่จะเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีได้เนื่องจากไม่ได้มีเชื้อสายอียิปต์ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เป็นลูกครึ่งสัญชาติอังกฤษ เพราะแม่ถือสัญชาติอังกฤษ การลุกฮือขึ้นมาประท้วงของพวกแฟนคลับก็เกิดขึ้นในบัดดล

                      คนที่สอง นายมูฮำหมัด อัลคัยรัต ซาอัด อีลชัตร์  เป็นชาวอียิปต์ เป็นเด็กต่างจังหวัด เกิดที่ จ.ดากาลียา จบการศึกษาด้านวิศวกรรม จากมหาวิทยาลัยอเล็กซานเดรีย ปัจจุบันเป็น วิศวกร นักธุรกิจใหญ่ จากกลุ่มภราดรภาพมุสลิม หรือ “อัลอิควาน” ที่ทำให้เขากลายเป็นจุดเด่นขึ้นมาทันทีก็คือการพูดพาดพิงถึงคู่แข่งอย่าง นายอูมัร สุไลมาน อดีตหัวหน้าหน่วยข่าวกรองอียิปต์ว่าพูดจาดูหมิ่นผู้ที่ร่วมประท้วงอดีตประธานาธิบดีที่ผ่านมา

                      แต่น่าเสียดายจากการตรวจสอบประวัติพบว่าในอดีตนายไครัต อิลชาตีร เคยติดคดีความระดับประเทศเนื่องจากกระทำผิดฐานจัดการฝึกทหารแก่นักศึกษา มหาวิทยาลัยในสมัยอดีตประธานาธิบดีมูบารัก และยังไม่ได้รับนิรโทษกรรม เหตุนี้จึงถูกตัดสิทธิ์ในครั้งนี้

                      คนที่สาม นายอูมัร สุไลมาน เป็นชาวอียิปต์ ผู้คร่ำหวอดอยู่ในวงการการเมืองสมัยอดีตประธานาธิบดีมูบารักมาก่อน จนได้เป็นผู้อำนวยการหน่วยข่าวกรองและยังเป็นหุ้นส่วนการเจรจากับสหรัฐ อิสราเอล และปาเลสไตน์ สาเหตุที่ถูกตัดสิทธิ์อาจเป็นเพราะเคยดำรงตำแหน่งในสมัยอดีตประธานาธิบดีนี่เองทำให้ผู้ที่สนับสนุนต้องลุกขึ้นมาเรียกร้องให้ความเป็นธรรมตามสิทธิมนุษยชนคนธรรมดาที่น่าจะมีสิทธิ์ในครั้งนี้

                      จากการแอบกระซิบพูดคุยกับเพื่อนชาวอาหรับ ส่วนใหญ่ก็จะมีความเห็นแตกต่างกันไปในแนวคิดและนโยบายของแต่ละพรรค ซึ่งมีทั้งจุดด้อยและจุดแข็งจนบางทีคงเป็นเรื่องยากที่จะกระทำได้ อย่างเช่นนโยบายของนายฮาเซม อาบู อิสมาอิล ที่ต้องการปรับทุกอย่างในประเทศอียิปต์ให้เป็นอิสลาม ผู้หญิงทุกคนต้องคลุมศีรษะซึ่งเป็นเรื่องที่ถูกต้องตามหลักศาสนาอย่างแท้จริง แต่ถ้าคิดถึงหัวอกของชาวอียิปต์ทั้งหญิงและชายแล้ว แม้ศาสนาเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและนำมา
ซึ่งสันติสุข แต่ทั้งหมดนี้ต้องคำนึงถึงความรู้สึกลึกๆ ของประชาชนด้วยเช่นกัน

                      เพื่อนชาวอาหรับยังมีความเห็นแตกกันในประเด็นเล็กประเด็นน้อย แต่เกือบทุกคนมีจุดยืนตรงกันข้อหนึ่งนั่นก็คือ “ไม่ต้องการให้ผู้สมัครชิงตำแหน่งเคยมีสายสัมพันธ์หรือเคยทำงานในสมัยอดีตประธานาธิบดีมูบารัก” ในเมื่อเป็นศักราชใหม่ของการเริ่มต้นชีวิตใหม่ของชาวอียิปต์ ทุกคนจึงอยากให้ทุกอย่างสะอาดไม่มีมลทินเหมือนเมื่อครั้งอดีต ไม่ว่าจะเป็นบุคคลที่มีอำนาจในห้องทำงานหรู หรือแม้แต่นักข่าวนักหนังสือพิมพ์ นักเขียน ที่พยายามปกปิดข้อเท็จจริงด้วยการแพร่ข่าวสารผ่านทางสื่อเพื่อปิดบังอำพรางมาโดยตลอด นี่คือสิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่ต้องการ 

                      ผมรู้สึกแปลกใจเป็นที่สุดจากการสังเกตระหว่างเดินทางไปทำงานหรือระหว่างขากลับ ไม่ว่าจะขึ้นรถตู้ รถไฟใต้ดิน หรือเดิน ชาวอาหรับส่วนใหญ่จะไม่พูดถึงการเมือง แต่ส่วนใหญ่จะมีหนังสือพิมพ์ติดมือและยืนอ่านอย่างทองไม่รู้ร้อน ไม่สนใจใครและไม่มีคำบรรยายใดๆ ทั้งสิ้น โทรทัศน์ตามร้านน้ำชา ร้านขายของทั่วไปมีแต่การถ่ายทอดการแข่งขันฟุตบอล ละครวิญญาณ (ละครเก่าที่คู่พระคู่นางเสียชีวิตหมดแล้ว) หรือไม่ก็มิวสิกวิดีโอ ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องเลือกตั้งแต่อย่างใด แม้แต่การหาเสียงก็ไม่อึกทึมครึกโครมแบบในไทย ทุกอย่างเงียบสงัด จะมีก็แค่กระดาษที่มีรูปถ่ายครึ่งตัว พร้อมข้อความสั้นๆ แปะติดอยู่ทั่วไป แต่แทบจะไม่มีใครสนใจ  

                      การลุกฮือขึ้นประท้วงกันในแต่ละครั้งจึงเป็นการรวมตัวกันแบบฉบับเก่า เหมือนคลื่นใต้น้ำ โดยมีการนัดแนะสถานที่ชัดเจนเพื่อเรียกร้องให้ฟังความคิดความเข้าใจของชาวรากหญ้าจากหลายสถานที่ เพื่อสร้างความเข้าใจในบางมุมมองที่ต่างกันเท่านั้นเอง ไม่มีการโจมตีหรือเรียกร้องอย่างไม่มีเหตุผล นี่คือสิ่งที่ผมได้เห็นและสัมผัสมากับตัวเองในทุกครั้ง การเมืองเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความคิดทั้งผู้สมัครและผู้ที่จะใช้สิทธิ์ อย่างไรก็แล้วแต่ คิดว่าชาวอียิปต์ต่างก็ต้องการที่จะให้มีการเลือกตั้งให้เสร็จในเร็ววัน เพราะเรื่องปากท้องของคนในชาติเป็นสิ่งสำคัญ เช่นเดียวกับเรื่องความมั่นคงของประเทศก็ต้องได้รับการดูแลอย่างเร่งด่วน 

                      จากการสำรวจตามร้านชากาแฟเพื่อแอบฟังชาวอียิปต์เขาพูดกัน มีแนวโน้มว่าคนส่วนใหญ่จะชอบบุคลิก การวางตัว หน้าที่การงาน และภาวะความเป็นผู้นำชนิดไม่อายประเทศใดถ้าไปยืนอยู่ระดับแนวหน้าด้วยกัน เต็งหนึ่งในขณะนี้น่าจะเป็น นายอัมร์ มูซา อดีตเลขาธิการสันนิบาตอาหรับผู้มีนโยบายชาตินิยม และนายอับดุล มุนอีม อาบุล ฟูตูห์ อดีตสมาชิกกลุ่มภราดรภาพมุสลิมนักปฏิรูปและการนำอิสลามมาใช้อย่างถูกต้องและมีความเข้าใจระบบศาสนาและระบบการเมืองเป็นอย่างดี

                      30 ปี ที่ลูกหลานฟาโรห์ อยู่ภายใต้การปกครองของอดีตผู้นำที่ได้รับการจารึกไว้ให้จดจำต่อไปอีกนานแสนนาน แต่จะโทษผู้นำอย่างเดียวก็คงไม่ได้ เพราะการทำงานเป็นพรรคเป็นพวกย่อมต้องมีการเข้าใจเข้าหาและถวายชีวิตให้ผู้นำเพื่อความอยู่รอดของหน้าที่การงานของตัวเอง โดยไม่ได้คิดถึงอนาคตว่าจะต้องมีการเปลี่ยนแปลง การทำงานจึงเป็นไปตามระบบเดิมๆ ซึ่งยิ่งซ้ำเติมให้อีกหลายๆ ชีวิตที่อยู่เบื้องล่างต้องทนเจ็บช้ำเรื่อยมาจนกลายเป็นคนใบ้ที่มีความรู้สึก และคงไม่แปลกเมื่อลูกหลานฟาโรห์จะมีการประท้วง มีการเรียกร้อง มีการพลีชีวิตเพื่อแลกกับอิสระที่พวกเขาน่าจะได้รับสมกับที่เป็นประชาชาติมุสลิมที่มีอิสระทั้งกาย วาจา ใจ และมีแบบแผนชีวิตที่ถูกต้องตามหลักการศาสนาบนแผ่นดินเกิดของพวกเขา

                      ชาวอียิปต์หลายร้อยคนได้เสียชีวิตในช่วงปฏิวัติ แล้วทำไมจะสละชีวิตเพิ่มอีกสักนิดในช่วงสำคัญของประเทศอีกครั้งไม่ได้ นั่นคือการคัดเลือกผู้นำของประเทศ นี่คือสิ่งที่ผู้เฒ่าผู้แก่ชาวอียิปต์พูดกับผม แววตาที่สื่อมาทำให้ผมนึกถึงวันที่ผมมาอียิปต์แรกๆ ภาพตำรวจเตะถังซึ่งมีเมล็ดถั่ววางขายอยู่ริมถนนแค่ไม่กี่ถุงกระจายไปทั่วถนน พร้อมกับผลักคนขายล้มลงอย่างน่าสงสารที่สุด และอีกหลายภาพที่ทำให้ผมรู้สึกไม่ดีทุกครั้งที่นึกถึงภาพเหล่านี้

                      ในฐานะที่ผมอาศัยอยู่ในประเทศอียิปต์มานาน 15 ปี ใช้ผืนดินฟาโรห์เป็นที่อาศัย แม่น้ำไนล์ไว้ดื่มและมีชาวอียิปต์เป็นเพื่อนผอง ผมจะดีใจถ้าพวกเขาช่วยกันเลือกคนดีคนที่เหมาะสมที่สุดเป็นผู้นำของประเทศ เพราะนั่นหมายถึงสภาพความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของพวกเขา และพวกเราชาวไทยที่มารวมตัวกันอยู่ที่นี่เช่นกัน ขอเป็นกำลังใจให้การเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์นี้ดำเนินไปด้วยดี พอใจกันทุกฝ่าย เพื่ออียิปต์จะได้เป็นประเทศมุสลิมตัวอย่างที่มีความเข้มแข็ง มั่นคง ดุจดังภาพพีระมิดที่ยังคงยืนยงคงมั่นให้ทั่วโลกได้กล่าวขวัญถึงกันตลอดไป

                      ...มาถึงตอนนี้ก็คงต้องบอกว่า อียิปต์น่าอยู่กว่าที่คิด ชีวิตคนปลอดภัยกว่าที่เห็น

..............................
(เกาะกระแส แฉคู่แข่ง แย่งอำนาจ 'ฟาโรห์' 2012 แห่งอียิปต์' : คอลัมน์เปิดโลกวันอาทิตย์ : โดย...ดลหมาน ณ ไคโร)