ท่ามกลางปัญหาการรุ่มเร้าของค่าครองชีพ เงินเฟ้อและการลดลงของคุณภาพชีวิต ภาครัฐได้พยายามหาทางออกโดยการสำรวจราคาสินค้าทั้งในระดับต้นน้ำและปลายน้ำและได้คำตอบว่า “ราคาสินค้าในระดับต้นน้ำนั้นส่วนใหญ่มีราคาที่ลดลงแต่ในส่วนของราคาปลายน้ำกลับไม่เป็นเช่นนั้น (ไม่ยอมลดราคา) ซึ่งก็ไม่รู้ว่าใครถูกหรือใครผิด นอกจากนั้นภาครัฐพยายามแสดงบทบาทที่จะเข้าไปกำกับหรือพยายามที่จะทำให้ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายนั้นยึดโครงสร้างของต้นทุนมาใช้เป็นฐานในการกำหนดราคาสินค้า อีกทั้งยังพยายามทำความเข้าใจกับผู้ขายที่จำหน่ายราคาเกินกว่าต้นทุนที่เป็นจริง
โดยเน้นไปที่การให้ความช่วยเหลือในการกำกับราคาสินค้าตามสภาพโครงสร้างของต้นทุนเป็นสำคัญอีกทั้งที่ผ่านมานั้น เรายังได้พบกับบทบาทของธงฟ้าช่วยชาติ ซึ่งเป็นวิธีการที่ภาครัฐเข้ามาช่วยเหลือท่ามกลางอารมณ์และความรู้สึกที่ว่าสินค้าต่างก็มีราคาแพงและประชาชนมีเงินในกระเป๋าลดลง นโยบายการกำกับแบบนี้บ่อยครั้งๆ ดูเหมือนกับว่าเป็นทางออกที่ทำได้ตามความสามารถที่เป็นอยู่แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่แปลกประหลาดในความเป็นมนุษย์การเมืองสายพันธุ์ไทยซึ่งก็ต้องปล่อยไป เนื่องจากที่ผ่านมานั้นเป็นการคิดแค่เพียงการสร้างความสัมพันธ์แบบระบบอุปถัมภ์ซึ่งในระบบตลาดนั้นอาจมีข้อจำกัดเนื่องจากจะต้องมีความสามารถในการหาเงินและขณะเดียวกันจะต้องเปลี่ยนสไตล์การทำงานในระบบราชการอีกด้วย
แต่สิ่งที่น่าแปลกใจอย่างมากคือนักเศรษฐศาสตร์ (โดยเฉพาะเศรษฐศาสตร์มหภาค) ที่สอนวิชาเศรษฐศาสตร์ไม่ได้เข้ามาแก้ไขปัญหาดังกล่าว ทั้งที่พวกเขามีหน้าที่โดยตรงในการยื่นข้อเสนอเพื่อการแก้ปัญหาเงินเฟ้อหรือมีแนวทางอย่างอื่น ในการอธิบายปัญหาว่าปัญหาดังกล่าวหากปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาดอีกสักพักก็จะเข้าสู่ภาวะปกติ เพราะปัญหาแบบนี้เป็นปัญหาที่เราเจอกันในทุกๆ ปี ซึ่งน่าที่จะมีสูตรในการแก้ไขปัญหาอย่างเช่น ปัญหาราคามะนาวแพง เนื้อสุกรแพง หรือปัญหาอื่นๆ
มาถึงวันนี้วิชาเศรษฐศาสตร์โดยนักเศรษฐศาสตร์ต่างก็ไม่พยายามที่จะตอบคำถามกันว่า “จะเอาอย่างไรในปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจอย่างที่ทางการบอกว่าต้นทุนสินค้าเกือบทุกรายการลดลงแต่ราคาสินค้าปลายทางกลับเพิ่มขึ้น” ซึ่งประเด็นนี้ยังไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วเป็นเรื่องของผู้ขายน้อยรายหรือเรื่องอะไร? เพราะหากเป็นเรื่องของผู้ขายน้อยรายก็ควรที่จะมีการกำกับกฎหมายว่าด้วยการต่อต้านการผูกขาดอย่างชัดเจนเพื่อสนับสนุนให้ราคามีเสถียรภาพ หรือหากเป็นเรื่องของการเก็งกำไรปลายทางก็ควรที่จะมีนโยบายอย่างชัดเจนในเรื่องของเครือข่ายร้านค้าในรูปแบบการขายปลีกตามพื้นที่ต่างๆ หากเป็นเรื่องของการผลิตซ้ำที่ไม่สมดุลก็จะต้องแก้ไขปัญหาการเร่งการลงทุน หรือหากเป็นเรื่องของการเพิ่มปริมาณเงินในตลาดเกินกว่าความจำเป็นของระดับราคาสินค้าที่เปลี่ยนแปลงไปก็จะต้องลดปริมาณเงินซึ่งจะว่าไปแล้วในหลักวิชาการทางเศรษฐศาสตร์ต่างก็มีคำตอบอยู่แล้วแต่จะมากหรือน้อยนั้นก็ตามสถานการณ์ที่เป็นรูปธรรม
แต่ปัญหาที่สำคัญมากกว่านั้นคือเราคงไม่สามารถพึ่งพาการอธิบายในความรู้หรือการแก้ไขปัญหาเงินเฟ้อโดยนักเศรษฐศาสตร์อย่างเดียวหรือการนำนโยบายทั่วไปของรัฐที่เราเห็นมาใช้ แต่สิ่งที่ต้องทำคือการเปลี่ยนนโยบายเศรษฐกิจของรัฐที่แตกต่างจากเดิมอย่างเห็นได้ชัด เพราะที่ผ่านมาภาครัฐไม่ค่อยเชื่อเรื่องกลไกตลาดอย่างเสรี แต่มักที่จะแทรกแซงกลไกของราคาสินค้าซึ่งในเรื่องนี้ก็เป็นสิ่งที่ปฏิบัติยากอยู่ที่จะทำให้เกิดการรักษาระดับราคาให้มีเสถียรภาพโดยเปลี่ยนบทบาทของรัฐจากการแทรกแซงมาเป็นการติดตามการกำกับราคาในกลไกการแข่งขันอย่างเสรี แค่นี้ก็ไม่รู้ว่ารัฐกล้าเปลี่ยนนโยบายหรือไม่ และรัฐต้องเชื่อว่ากลไกการแข่งขันอย่างเสรีสามารถรักษาและคุ้มครองสิทธิกรรมสิทธิ์ของเอกชนโดยต่อสู้การแข่งขันในราคาสินค้าอันเป็นการเพิ่มแรงงานการผลิต
ในขณะเดียวกันภาคเอกชนก็จะต้องเปลี่ยนความคิดของตนเองเช่นกันว่าผลประโยชน์ของตนเองนั้นจะต้องสอดคล้องกับผลประโยชน์ของสังคม และหากเบี่ยนเบนพฤติกรรมทางเศรษฐกิจหมายความว่าเป็นการทำลายผลประโยชน์เศรษฐกิจของส่วนรวม เพราะกลไกตลาดนั้นนำมาสู่การกระจายของผู้คนในสังคมโดยผ่านการมีส่วนร่วมของการตัดสินใจของผู้ใช้แรงงานในรูปของค่าจ้างที่เพิ่มขึ้น ยกระดับฐานะที่เป็นอยู่ของตนเอง ปัจจุบันนี้นักเศรษฐศาสตร์หรือวิชาเศรษฐศาสตร์ยังคงติดกับดักในระบบตลาดของตนเองไปอีกนานเมื่อเทียบกับรัฐนั้นอาจจะเร็วกว่าในการแก้ไขปัญหาค่าครองชีพ เงินเฟ้อ แค่เพียงเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ในระบบตลาดของผู้ใช้แรงงาน เนื่องจากการแก้ปัญหาค่าครองชีพในปัจจุบันไม่ใช่แค่ภาครัฐที่คอยไล่บี้อยู่ แต่ถ้าจะให้ตรงประเด็นก็จะต้องหันมาไล่บี้นักเศรษฐศาสตร์ ภาคเอกชนและระบบที่สนับสนุนกลไกตลาดด้วยเช่นกัน เพราะนี่คือส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาดังกล่าว เนื่องจากพวกเขาได้ให้ความสำคัญกับอรรถประโยชน์ของตนเองที่มาก่อนอรรถประโยชน์สังคม