ค่อนข้างแน่นอนว่า ภายหลังจากที่นักการเมืองที่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองจำนวน 111 คน จะพ้นโทษตั้งแต่วันที่ 30 พฤษภาคมนี้แล้ว น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีจะปรับคณะรัฐมนตรี เป็นรัฐบาล "ยิ่งลักษณ์ 3" ซึ่งว่ากันว่าจะเป็นการปรับใหญ่ เพื่อเปิดทางให้นักการเมืองรุ่นใหญ่ในกลุ่ม 111 เข้ามารับตำแหน่งในรัฐบาลเพื่อร่วมกันผลักดันให้นโยบายสำคัญของรัฐบาลโดยการนำของพรรคเพื่อไทยประสบผลสำเร็จมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายด้านเศรษฐกิจที่ถึงเวลาจะต้องยกเครื่องกันใหม่ เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่า ในภาวะข้าวยากหมากแพงเช่นนี้ รัฐบาลยังไม่มีแนวทางใดเป็นรูปธรรมชัดเจนที่จะเข้าคลี่คลายสถานการณ์ มากกว่าไปกว่าการปลอบประโลมหรือออกตรวจตลาด สร้างภาพ เรียกขวัญ
เชื่อกันว่า นักการเมืองหลายคนในกลุ่มบ้านเลขที่ 111 ที่ถูกขานชื่อทางสื่อมวลชนมีความเป็น "มืออาชีพ" มากประสบการณ์ ทั้งยังเชี่ยวชาญในเชิงชั้นการเมืองอีกต่างหาก นอกจากจะเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาที่หมักหมมเอาไว้หลายเรื่องด้วยกันแล้ว ผลพลอยได้ที่จะตามมาก็คือเสถียรภาพหรือคะแนนนิยมของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม ถ้าหากรับฟังน้ำเสียงที่พูดถึงการปรับคณะรัฐมนตรีครั้งใหม่นี้แล้ว จะหนักไปทางการตอบโจทย์ทางการเมืองที่จะมาเป็นเรื่องแรกเสียมากกว่า อย่างที่บอกว่าจะมีรัฐมนตรีหน้าใหม่จากแกนนำคนเสื้อแดงในอดีต หรือแม้แต่การวิ่งเต้นร้องขอเก้าอี้จากพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งแน่นอนว่า เมื่อที่มาของรัฐมนตรีเป็นเช่นนี้ ย่อมจะต้องหนีไม่พ้นเรื่องการเมืองต่างตอบแทน
ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนโดยสวนดุสิตโพล และเอแบคโพลล์ ชี้ตรงกันว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เห็นด้วยที่ควรจะเปิดโอกาสให้กลุ่มนักการเมืองบ้านเลขที่ 111 กลับเข้ามามีบทบาททางการเมือง ขณะที่สวนดุสิตโพลเจาะลึกลงไปอีกว่า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 33.15 ที่เห็นว่าไม่ควรเข้ามามีบทบาททางการเมืองนั้นให้เหตุผลว่า อาจก่อให้เกิดความขัดแย้งหรือส่งผลให้สถานการณ์บ้านเมืองกลับมาวุ่นวายอีกครั้ง ขณะที่การสำรวจของเอแบคโพลล์ครั้งเดียวกันนั้นเองยังชี้ว่า กลุ่มตัวอย่างไม่พึงพอใจการทำหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์มากที่สุด ด้วยเหตุที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาข้าวของแพงได้ ส่วนรัฐมนตรี "โลกลืม" ในรัฐบาลชุดนี้ก็มีมากถึง 5 คน ขณะที่รัฐมนตรีที่คนพอใจมีเพียงแค่ 4 ราย
ทั้งนี้ในภาพรวมแล้ว อาจสรุปได้ว่า ถึงแม้การปรับคณะรัฐมนตรี ดูเหมือนจะไม่สามารถก้าวข้ามเงื่อนไขปัจจัยต่างๆ ของกลุ่มการเมืองเองแล้ว แต่ถึงอย่างไรประชาชนก็ยังคาดหวังที่จะเห็นทีมงานของรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชนอย่างแท้จริง อย่างที่แสดงออกผ่านทางความไม่พอใจที่มีต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ หรือคำยืนยันว่าที่ว่า ราคาสินค้าแพงขึ้นจริงๆ ไม่ใช่เป็นเรื่องเพียงแค่ "คิดกันไปเอง" ฯลฯ เช่นนี้แล้ว การปรับคณะรัฐมนตรีที่จะมีขึ้นเพื่อต้อนรับอิสรภาพของนักการเมืองบ้านเลขที่ 111 ในเร็วๆ นี้ นายกรัฐมนตรีจะต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า การปรับเปลี่ยนทุกๆตำแหน่งได้ตอบโจทย์ของประชาชนเป็นเรื่องแรก ไม่ใช่ให้น้ำหนักการเมืองต่างตอบแทนไว้ในลำดับต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งทีมงานด้านเศรษฐกิจที่ควรจะต้องยกเครื่องกันใหม่หมด ไม่ว่าจะมาจากกลุ่มนักการเมืองบ้านเลขที่ 111 หรือไม่ก็ตาม