จาริกบุญ:เติมเต็มศรัทธาธรรม

จาริกบุญ : เติมเต็มศรัทธาธรรม ณ ดินแดนพุทธภูมิ : สกู๊ป : โดย ... กมลทิพย์ ใบเงิน

          "นมัสการพุทธสังเวชนียสถาน 4 ตำบล"

 

          ถ้อยวลีดังกล่าว เชื่อว่าเป็น "ความฝัน" ของพุทธศาสนิกชนทุกคน หากมีโอกาสได้เดินทางมากราบนมัสการพุทธสังเวชนียสถาน 4 ตำบล ณ ดินแดนพุทธภูมิ สถานที่ซึ่งมีความสำคัญต่อพระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง เพราะถือเป็น “จุดกำเนิดของพระพุทธศาสนา” อันประกอบไปด้วย สถานที่ประสูติ ตรัสรู้ แสดงปฐมเทศนา และปรินิพพานขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ประเทศอินเดีย-เนปาล

          พระสังฆาธิการระดับเจ้าคณะจังหวัด และพระสังฆาธิการในเขตกรุงเทพมหานคร 95 รูป ได้รับนิมนต์จากกรมการศาสนา (ศน.) กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) พร้อมพุทธศาสนิกชนและสื่อมวลชนอีก 35 ชีวิต รวม 130 ชีวิต เดินทางไปสักการะสังเวชนียสถาน ระหว่างวันที่ 13-20 มีนาคม ที่ผ่านมา ซึ่งมี พระพรหมวชิรญาณ เจ้าอาวาสวัดยานนาวา และกรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) เป็นหัวหน้าคณะในการเดินทาง

          เที่ยวบินพิเศษเช่าเหมาลำของบริษัทการบินไทย เหินฟ้านำคณะทัวร์บุญ 130 ชีวิตเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิ กรุงเทพฯ มาถึงสนามบิน "GAYA AIRPORT" เมืองคยา รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย ภายในเวลา 1 ชั่วโมง 50 นาที ท่ามกลางอากาศสบายๆ ค่อนข้างหนาวเย็น อุณหภูมิอยู่ระหว่าง 15-20 องศาเซลเซียส

          เมื่อผ่านขั้นตอน "ตรวจคนเข้าเมือง" ด้วยสิทธิพิเศษในฐานะผู้แสวงบุญแล้ว คณะออกเดินทางสู่ที่พักเพื่อเก็บสัมภาระ จากนั้นเดินทางไปกราบนมัสการ "พระมหาเจดีย์พุทธคยา" และ "ต้นพระศรีมหาโพธิ์" ที่เมืองคยา สถานที่พระพุทธองค์บำเพ็ญเพียรจนได้บรรลุอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ หรือ ตรัสรู้ เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

          ชาวพุทธเชื่อว่า ที่ต้นพระศรีมหาโพธิ์ตรัสรู้แห่งนี้ เป็น "สะดือของโลก" หรือ "ปัถวินาภิ มณฑล" เพราะเป็นที่ซึ่งพระพุทธเจ้าทุกพระองค์มาตรัสรู้ที่นี่ทั้งนั้น และไม่มีที่อื่นรับน้ำหนักของการตรัสรู้ได้ "โพธิรุกขะ" คือต้นไม้โพธิ์นี้ย่อมถือเป็นเสมือนขวัญใจของชาวพุทธทั้งโลก

          คณะผู้จาริกบุญกราบไหว้บูชา และน้อมรำลึกถึงพระบรมพระศาสดาที่ตรัสรู้ใต้ควงไม้โพธิ์ เมื่อวันเพ็ญ เดือน 6 เมื่อเข้ากราบ แท่นวัชระอาสน์ สวดมนต์ เจริญจิตภาวนา นั่งสมาธิใต้ต้นโพธิ์ น้อมจิตตามธรรมคำทรงสอน รดน้ำต้นโพธิ์ ปิดทอง ถวายผ้า เหมือนได้เข้าเฝ้าพระพุทธองค์ถึงที่ประทับในครั้งพุทธกาล

          นมัสการ "พระพุทธเมตตา" พระพุทธปฏิมากรปางมารวิชัย อายุ 1,400 ปี ประดิษฐานภายในพระมหาเจดีย์พุทธคยา ด้วยพระพักตร์ที่แสดงด้วยความเมตตากรุณาอันเปี่ยมล้น 

          ดินแดน พุทธคยา มหาสังฆาราม แห่งนี้ เป็นบุญสถานและสถานที่ท่องเที่ยวอันมีชื่อของประเทศอินเดีย แม้ชุมชนไม่ใหญ่โตนัก ด้วยพลเมืองประกอบอาชีพเกษตรกรรม แต่พอถึงฤดูไหว้พระระหว่างเดือนตุลาคม-มีนาคม จะมีนักแสวงบุญจากทั่วโลกมาที่นี่ โดยเฉพาะชาวทิเบต ภูฏาน ลงจากเขามาปักหลักไหว้พระ สวดมนต์ จุดไฟบูชา รวมถึงพุทธศาสนิกชนจากประเทศไทย จีน พม่า ลังกา ญี่ปุ่น เนปาล 

          ปริ้นๆๆๆ เสียงแตรรถทัวร์รัวถี่ยิบ ประหนึ่งเสียงดนตรีบรรเลงตลอดเส้นทางถนน 2 เลน เพื่อฝ่าจราจรนำคณะทัวร์บุญให้ไปถึงเป้าหมายในแต่ละวัน แต่ละสังเวชนียสถาน สลับกับเสียงเทศนาธรรมของ "พระครูปริยัติโพธิวิเทศ" (ดร.พระมหาคมสรณ์) พระธรรมทูตและเจ้าอาวาสวัดไทยเชตวันมหาวิหาร นครสาวัตถี รัฐอุตตรประเทศ ที่ใช้ภาษาไทยง่ายๆ ถ่ายทอดหลักธรรมสอดแทรกคติธรรมได้อย่างมีอรรถรสยิ่งเติมเต็มศรัทธาธรรมได้เป็นอย่างดี 

          ขณะที่สารถีผิวหมักโชว์ลวดลายขับรถฉวัดเฉวียน เพื่อหักพวงมาลัยรถหลบคนบ้าง หลบวัว (ปลดเกษียณ)บ้าง หลบรถม้าบ้าง การเดินทางจึงราบรื่นปลอดภัย ชนิดที่เรียกได้ว่านักซิ่งบ้านเราต้องอายเมือเจอสารถีดินแดนภารตคนนี้

          เมื่อกวาดสายตามองสองฟากฝั่งถนน ที่คณะทัวร์เดินทางผ่าน เต็มไปด้วยทุ่งข้าวสาลีเขียวขจีสลับกันต้นมัสตาร์ดขึ้นเรียงรายสวยงามเวลาต้องลม ชวนให้หลงใหลถึงวิถีชีวิตอันแสนเรียบง่าย พอเพียงของชาวอินเดียยิ่งนัก 

          เหนื่อยนักก็หยุดพักระหว่างทาง ตามพุทธสถานวัดไทยต่างๆ ซึ่งจัดสร้างด้วยแรงศรัทธาในหลักธรรมของศาสดาเอกของโลก มีที่พักรับรองเอาไว้อย่างพอเพียง บรรยากาศร่มรื่นเย็นสบาย ห้องน้ำสะอาด(มาก)และสวยงาม ชนิดที่เรียกได้ว่าลบภาพเดิมๆ เมื่อหลายคนพูดถึงอินเดียแล้วอกสั่นขวัญแขวน เพราะอานิสงส์ของการทำงานด้วยความทุ่มเทของ "คณะพระธรรมทูตไทย" ภายใต้ความรับผิดชอบของ "พระราชรัตนรังษี" หัวหน้าพระธรรมทูต สายประเทศอินเดีย เจ้าอาวาสวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ ตำบล/อำเภอกุศินาคาร์ รัฐอุตตรประเทศ สาธารณรัฐอินเดีย (ปริมณฑลสังเวชนียสถาน)

          "456" (4 หมายถึง 04.00 น. ตื่นนอน  5 หมายถึง 05.00 น. ฉันอาหารเช้า/รับประทานอาหาร ส่วน 6 หมายถึง 06.00 น. ออกเดินทาง) รหัสลับระหว่างเดินทางจาริกบุญเป็นเวลา 8 วัน 7 คืน โดยสังเวชนียสถาน 3 แห่ง ล้วนแต่อยู่ในประเทศอินเดียทั้งสิ้น  โดย สถานที่ตรัสรู้อยู่ที่เมืองคยา สถานที่แสดงปฐมเทศนา อยู่ที่เมืองสารนาถ และสถานที่ปรินิพพาน อยู่ที่เมืองกุสินารา มีเพียงสังเวชนียสถานแห่งเดียวคือ สถานที่ประสูติ อยู่ที่เมืองลุมพินี ประเทศเนปาล

          เมื่อ 130 ชีวิตเดินทางถึงยังสังเวชนียสถานแต่ละแห่ง คณะสงฆ์ต่างสะท้อนความรู้สึกปลาบปลื้มใจ ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าได้ประโยชน์จากการทัวร์บุญในครั้งนี้อย่างมาก เหมือนได้สักการะพระพุทธเจ้า เพราะผืนแผ่นดินสังเวชนียสถานแต่ละแห่ง ล้วนเป็นสถานที่ที่เคยเสด็จมาประทับในสมัยพุทธกาล

          พระพรหมวชิรญาณ บอกว่า การที่พระสงฆ์ได้เดินทางมายังสังเวชนียสถาน 4 ตำบล จะได้ศึกษาพุทธประวัติ ประกอบกับการได้เห็นสถานที่จริง เพื่อยืนยันว่าพระพุทธเจ้ามีอยู่จริง ไม่ใช่คิดขึ้นมาเอง พระธรรมสอนของพระองค์มีอยู่จริง พิสูจน์ได้จริง นับเป็นการถวายความรู้แด่คณะสงฆ์ที่มีประโยชน์มากต่อการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาต่อไป

          เช่นเดียวกับ พระธรรมกิตติวงศ์ เจ้าอาวาสวัดราชโอรสาราม และราชบัณฑิต ระบุชัดว่า “การที่พระสงฆ์ได้มาเห็นสถานที่จริงเช่นนี้ จะทำให้เกิดความศรัทธา เมื่อมีศรัทธาปัญญาก็จะตามมา และจะสามารถสอนคนให้เกิดความเชื่อมั่นและศรัทธาในพระพุทธศาสนาได้ ซึ่งทำให้เกิดความมั่นคงในพระพุทธศาสนายิ่งขึ้นไปอีก”

          ขณะที่ พระมหาสุพจน์ อาจารย์สอนบาลี วัดชนะสงคราม กรุงเทพฯ บอกว่า "ตื่นเต้นมาก สิ่งที่เคยได้เรียนมาในตำราแล้วมีโอกาสได้มาสัมผัสแล้วมีจริง ยิ่งเมื่ออาตมาได้ปฏิบัติธรรมใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ น้อมจิตตามธรรมคำทรงสอนแล้ว ทำให้รู้สึกว่าพระพุทธเจ้าเป็นมหาบุรุษสุดยอดของความอดทนบำเพ็ญเพียร ทำให้ได้ข้อคิดว่า ทำอะไรไม่ควรย่อท้อ ต้องอดทนเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย เมื่อคนเราทำอะไรผิดพลาดไป ไม่ควรล้มความตั้งใจ ต้องไปให้ถึงเป้าหมาย ตามรอยพระพุทธองค์" 

          ติดตาตรึงใจเข้าถึงหลักธรรมกันแบบนี้ อนาคตโครงการจาริกบุญสังเวชนียสถาน จะเป็นอย่างไร ได้รับคำยืนยันจาก "ดร.ปรีชา กันธิยะ" อธิบดีกรมการศาสนา ว่า เนื่องในวาระครบรอบ 2,600 ปี แห่งการตรัสรู้ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือพุทธชยันตี 2,600 ปี แห่งการตรัสรู้นั้น กรมการศาสนาได้จัดโครงการจาริกบุญสังเวชนียสถานนำร่องขึ้น ทั้งนี้การวิจัยเกี่ยวกับการไปจาริกบุญพบว่า ผู้ที่กลับมาจากจาริกบุญสังเวชนียสถานส่งผลให้พฤติกรรมเปลี่ยน เข้าวัดทำบุญมากขึ้น ต้องการศึกษาหลักธรรมทางพระพุทธศาสนามากขึ้นด้วย ดังนั้นโครงการนี้จะไม่หายไปอย่างแน่นอน เพราะได้ร่างแผนงานในการดำเนินงานไว้อย่างชัดเจน ซึ่งจะใช้งบประมาณจากกองทุนส่งเสริมการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา พร้อมทั้งมีการตั้งงบประมาณประจำปี 2556 สมทบทุนเข้าไปในกองทุนอีก 300 ล้านบาท 

          "ทั้งนี้ ตั้งเป้าไว้ว่า โครงการครั้งต่อไปจะนิมนต์เจ้าคณะอำเภอทั่วประเทศ และหลังจากนั้นจะเป็นในส่วนของผู้ที่ทำคุณประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนา เด็กและเยาวชนที่ประพฤติดี ให้ได้มีโอกาสเดินทางไปสักการะสังเวชนียสถาน 4 ตำบลด้วย ผมเชื่อว่าโครงการนี้จะเป็นการต่อยอดองค์ความรู้พุทธประวัติอย่างถูกต้อง ให้เจ้าคณะปกครองในการนำมาถ่ายทอดให้พุทธศาสนิกชน และคณะสงฆ์ในปกครองได้เรียนรู้ อย่างน้อยก็จะทำให้อยากเข้าถึงหลักธรรมทางพระพุทธศาสนามากยิ่งขึ้น ซึ่งโครงการครั้งต่อไปจะเริ่มประมาณเดือนกันยายน 2555 นี้" ดร.ปรีชา กล่าว 

          เหนืออื่นใด พระสงฆ์ผู้ที่ทำหน้าที่เผยแผ่พระพุทธศาสนาโดยตรงได้มาเห็นบรรยากาศสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ตามที่บันทึกไว้ในพระไตรปิฎกแล้ว จะยิ่งเสริมสร้างความศรัทธา เลื่อมใสในพุทธประวัติ เกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงที่มาของพระธรรมคำสอนที่พิสูจน์ได้จริง จะช่วยให้การเผยแผ่พุทธศาสนาไปยังพุทธศาสนิกชนเกิดผลดีมากยิ่งขึ้น

          ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อพุทธศาสนิกชนเกิดความเชื่อมั่น เลื่อมใส ศรัทธา จนนำหลักธรรมของพระพุทธองค์เป็นที่ตั้งในการดำเนินชีวิต เกิดการเรียนรู้และเข้าใจอย่างลึกซึ้งในหลักธรรม "เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน" และลด ละ เลิก ไม่เบียดเบียนกัน รวมถึงไม่เบียดเบียนตนเองแล้ว สันติสุขจะกลับคืนสู่สังคมไทยที่ได้ชื่อว่าเป็น "สังคมเมืองพุทธ" อย่างแน่นอน

 

 

----------

(หมายเหตุ : จาริกบุญ : เติมเต็มศรัทธาธรรม ณ ดินแดนพุทธภูมิ : สกู๊ป : โดย ... กมลทิพย์ ใบเงิน)

----------