ศึกเอฟเอ คัพ นัดชิงชนะเลิศวันเสาร์ที่ 5 พฤษภาคม "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี ลงสนามพบกับ "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล โดยเกมนี้ เชลซี ส่ง ดิดิเยร์ ดร็อกบา ลงสนามเป็นหัวหอกตัวจริง ขณะที่ ลิเวอร์พูล วาง หลุยส์ ซัวเรซ เป็นหัวหอกเพียงคนเดียว
เริ่มเกมได้ 11 นาที เป็นเชลซีที่ออกนำก่อน เมื่อ ฆวน มาตา ออกบอลให้ รามิเรส ทางขวาก่อนจะยิงผ่าน โฆเซ เรนา เข้าทางเสาแรกเป็น 1-0 ขณะที่ ลิเวอร์พูล มีโอกาสตีเสมอได้ในนาทีที่ 41 จอร์แดน เฮนเดอร์สัน เปิดบอลให้ หลุยส์ ซัวเรซ โขกเหน่งๆ แต่บอลหลุดออกทางเสาไกล จบครึ่งแรก เชลซี นำ 1-0
เข้าครึ่งหลังกลับมาเล่นได้ 7 นาที เชลซี ได้ประตูห่างออกไปอีก แฟรงค์ แลมพาร์ด ลากบอลขึ้นหน้าก่อนจะตัดสินใจยิงเองเข้าทางเสาไกลเป็น 2-0 ก่อนที่ ลิเวอร์พูล มามีความหวังด้วยการตามตีไข่แตกจากการเสียบอลของ ชูเซ โบซิงวา ทำให้ แอนดี คาร์โรลล์ ที่ลงมาเป็นตัวสำรองเอาบอลไปยิงเป็น 1-2 และนาทีที่ 85 ลิเวอร์พูล น่าจะตีเสมอได้จากการโหม่งเหน่งๆ ของ คาร์โรลล์ แต่ ปีเตอร์ เช็ก ปัดออกจากเส้นประตูไปชนคานออกมาได้ จบเกม เชลซี ชนะไป 2-1 คว้าแชมป์เป็นสมัยที่ 7
ขณะที่ศึกพรีเมียร์ลีก "ปืนใหญ่" อาร์เซนอล เปิดเอมิเรตส์ รับการมาเยือนของ "นกขมิ้นเหลืองอ่อน" นอริช โดยเกมนี้หาก อาร์เซนอล เอาชนะได้จะคว้าตำแหน่งอันดับ 3 ไปครองอย่างเป็นทางการทันที และเริ่มเกมได้ 2 นาทีเจ้าถิ่นออกนำก่อน ยอสซี เบนายูน ยิงบอลจากกรอบเขตโทษทางซ้ายโค้งเข้าเสาไกลเป็น 1-0
นาทีที่ 12 นอริช ตามตีเสมอได้ ไคล์ นอร์ตัน ผ่านบอลจากเส้นหลังให้ เวสลีย์ ฮูลาฮาน ยิงเป็น 1-1 ก่อนที่ นอริช จะแซงนำนาทีที่ 27 จากเกมโต้กลับ แกรนท์ โอลท์ ยิงบอลไปแฉลบ คีแรน กิบบ์ส เข้าไป จบครึ่งแรก นอริช นำ 2-1 ก่อนที่ครึ่งหลัง อาร์เซนอล เร่งเกมจนตีเสมอได้นาทีที่ 72 จากการกดเต็มเท้าของ โรบิน ฟาน เพอร์ซี เป็น 2-2 และอีก 8 นาทีต่อมา เจ้าถิ่นแซงนำเป็น 3-2 โทมัส โรซิคกี แทงทะลุให้ ฟาน เพอร์ซี ยิงเข้าไปอีกประตู
อย่างไรก็ตาม นอริช ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ จอห์นี ฮาวสัน แทงบอลให้ สตีฟ มอริสัน ยิงเข้าทางเสาไกลเป็น 3-3 และช่วงเวลาที่เหลือของเกม อาร์เซนอล พยายามบุกอย่างหนักแต่ก็พลาดโอกาสที่หน้าประตูไปหมด จบเกมจึงเสมอกันไป 3-3 อาร์เซนอล มีเป็น 67 แต้ม นำหน้า สเปอร์ส กับ นิวคาสเซิล เพียงแค่ 2 แต้ม แต่ลงสนามมากกว่า 1 นัด ส่วน นอริช มีเป็น 44 แต้มยังอยู่อันดับ 14
ด้านเกมมันเดย์ไนท์ คืนวันจันทร์ที่ 7 พฤษภาคม "กุหลาบไฟ" แบล็คเบิร์น ทีมรองบ๊วยมีอยู่ 31 แต้ม จะเปิดอีวูด ปาร์ค รับการมาเยือนของ วีแกน ทีมอันดับ 16 ที่มีอยู่ 37 แต้ม ในเวลา 02.00 น. โดยเกมนี้ แบล็คเบิร์น ต้องการชัยชนะเพียงอย่างเดียวเพื่อโอกาสลุ้นหนีตกชั้นต่อในเกมนัดสุดท้าย เพราะหากเสมอหรือแพ้จะตกชั้นอย่างเป็นทางการทันที
เกมนี้ สตีฟ คีน กุนซือเจ้าถิ่นจะได้ มาร์ติน โอลส์สัน กองหลังตัวหลักกลับมาลงสนามเป็นตัวจริงได้ หลังจากเจ็บเอ็นหลังหัวเข่า ต้องนั่งเป็นตัวสำรองมาแล้ว 3 นัด ขณะที่ แบรดลีย์ ออร์ ที่เจ็บเอ็นร้อยหวายนั้น คีน จะตัดสินใจในนาทีสุดท้ายว่าจะให้เป็นตัวจริงหรือไม่ แต่โดยรวมแล้ว แบล็คเบิร์น น่าจะจัดทีมชุดใหญ่ลงสนามได้เต็มที่ โดยมี เอเยกเบนี ยาคูบู ยืนเป็นหัวหอก และแดนกลางมีตัวอันตรายอย่าง มอร์เทน พีเดอร์เซน และ เดวิด ดันน์ ซึ่งตัวหลักๆ ในช่วงหลังขาดเพียงแค่ แกรนท์ แฮนลีย์ กองหลังดาวรุ่งเพียงคนเดียวเท่านั้น
ฝั่ง วีแกน ของกุนซือโรแบร์โต มาร์ติเนซ จะมาเยือนแบบไม่มีปัญหาเรื่องผู้เล่นตัวหลัก ดาราของทีมไม่มีปัญหาเรื่องอาการบาดเจ็บหรือติดโทษแบน เมื่อ ฟรังโก ดิซานโต หัวหอกที่ฟอร์มดีในช่วงหลังฟิตจากอาการบาดเจ็บที่น่องพร้อมลงสนามเป็นตัวจริงได้ อีกทั้งยังมี ฮูโก โรดาเยกา ที่ฟิตสมบูรณ์อยู่อีกคน แดนกลางยังมี ฌอน มาโลนีย์ เป็นตัวเดินเกม และแนวรับจะได้ รอนนี สตัม หายจากอาการบาดเจ็บที่เอ็นหลังหัวเข่ากลับมา
ส่วนผลฟุตบอลบุนเดสลีกา โคโลญจน์ แพ้ บาเยิร์น 1-4, เอาส์บวร์ก ชนะ ฮัมบูร์ก 1-0, ดอร์ทมุนด์ ชนะ ไฟร์บวร์ก 4-0, ฮันโนเวอร์ ชนะ ไกเซอร์ฯ 2-1, ไมนซ์ แพ้ มึนเชนกลัดบัค 0-3, เนิร์นแบร์ก แพ้ เลเวอร์คูเซน 1-4, สตุ๊ตการ์ท ชนะ โวล์ฟสบวร์ก 3-2 และ เบรเมน แพ้ ชาลเก้ 2-3 สรุปอันดับคะแนนเมื่อจบฤดูกาล ดอร์ทมุนด์ 81 แต้ม, บาเยิร์น 73 แต้ม, ชาลเก้ 64 แต้ม, กลัดบัค 60 แต้ม และ เลเวอร์คูเซน 54 แต้ม ขณะที่ โคโลญจน์ กับ ไกเซอร์ฯ ตกชั้น และ แฮร์ธา เบอร์ลิน ไปเพลย์ออฟ ด้านศึกกัลโช ซีรีส์ เอ เลชเช แพ้ ฟิออเรนตินา 0-1