สงสัยคงเป็นเพราะมังกรไม่ชอบเหินหาวท่ามกลางอากาศร้อนระอุ ช่วงนี้แดนมังกรจีนจึงมีปัญหาจุกจิกกวนใจให้ผู้นำจงหนานไห่ในกรุงปักกิ่งต้องร้อนอกร้อนใจไม่หยุดหย่อน โดยเฉพาะเมื่อมีพญาอินทรีอเมริกาเข้ามาแทรกกลางคันอย่างชวนพิศวงว่ากำลังคิดจะล่วงล้ำอาณาเขตของแดนมังกรเหมือนในอดีตหรือไร
เพียงแค่ 2 เดือนหลังจากนายหวัง ลี่จวิน มือขวาคนสนิทของนายป๋อ ซีไหล อดีตดาวรุ่งทางการเมืองผู้กลายเป็น "เทวดาตกสวรรค์" อย่างไม่คาดฝัน ได้หลบหนีไปที่สถานกงสุลสหรัฐ ในเฉิงตูเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ก่อนจะเปลี่ยนใจยอมมอบตัวต่อทางการจีนในวันรุ่งขึ้น แล้วถูกพาตัวขึ้นเครื่องบินไปกรุงปักกิ่งเพื่อสอบปากคำ จากนั้นข่าวคราวก็หายเงียบจนถึงทุกวันนี้
ประวัติศาสตร์ก็เกิดซ้ำรอยอีกครั้งเมื่อนาย เฉิน กวางเชิง หนุ่มใหญ่ตาพิการวัย 40 ปี เจ้าของสมญา "ทนายตีนเปล่า" ได้เล็ดลอดตาข่ายฟ้าที่ถี่ยิบดุจตาข่ายสวรรค์ แต่ดันมีรูรั่วซึมรูใหญ่หลบหนีออกจากบ้านพักในมณฑลซานตงที่ถูกกักบริเวณมานาน 20 เดือนแล้ว เข้าไปหลบภัยในสถานทูตอเมริกันในกรุงปักกิ่งนานถึง 6 วัน
เหตุการณ์ครั้งนี้ใช่แต่จะทำให้ตำรวจหน้าแตกชนิดเย็บไม่ติด เพราะนายเฉินหลบหนีไปได้ทั้งๆ ที่ตาพิการและทั้งๆ ที่มีตำรวจเฝ้าคุมอย่างแน่นหนา ยังเท่ากับตบหน้าผู้นำจงหนานไห่เข้าฉาดใหญ่ ยิ่งกว่าคราวที่คณะกรรมการโนเบลแห่งนอร์เวย์ได้มอบรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ ประจำปี 2553 ให้แก่ นายหลิว เสี่ยวโป นักเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานในแดนมังกรที่ต้องโทษจำคุก 11 ปี ในข้อหายั่วยุให้มีการล้มล้างอำนาจรัฐเสียอีก
แต่น่าแปลก ทางการปักกิ่งกลับเลือกที่จะกลืนเลือด ไม่ยอมปริปากพูดถึงการหลบหนีของนายเฉิน แต่คนที่เปิดเผยข่าวนี้ให้โลกรู้ก็คือนายฟุ ซีชิว หรือบ็อบ ฟุ อดีตนักเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยที่เทียนอันเหมิน ที่หลบหนีออกนอกประเทศเมื่อปี 2539 ปัจจุบันเป็นประธานกลุ่มไชน่าเอด ซึ่งเป็นกลุ่มที่ต่อสู้เพื่อสิทธิทางศาสนาและการเมืองในเมืองแม่และมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เทกซัส สหรัฐ ที่เปิดเผยว่านายเฉินได้หลบหนีไปไปซุกปีกอินทรีในกรุงปักกิ่ง
น่าแปลกอีกเช่นกัน ที่พญาอินทรีอเมริกาก็เย็บปากแน่นแม้กระทั่งประธานาธิบดีบารัก โอบามา ก็เลือกที่จะปิดปากเงียบ เชื่อว่าเป็นเพราะไม่อยากทำลายบรรยากาศช่วงที่นางสิงห์ฮิลลารี คลิน
ตัน เดินทางเยือนถิ่นมังกรเพื่อเจรจายุทธศาสตร์ประจำปีกับรัฐมนตรีต่างประเทศจีน
ทันทีที่นางฮิลลารีเดินทางถึงปักกิ่งก็ได้พบปะพูดคุยกับนายเฉินในสถานทูต จากนั้นเธอก็แถลงยอมรับอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกว่านายเฉินได้ต่อรองกับรัฐบาลปักกิ่งจนได้ข้อยุติเกี่ยวกับอนาคตของนายเฉินซึ่งรวมไปถึงการมีโอกาสศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย และได้พักอาศัยในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย โดยรัฐบาลวอชิงตันยืนยันจะติดตามกรณีของนายเฉินและครอบครัวต่อไป
หลังจากนั้น ทนายตีนเปล่าได้เดินทางออกจากสถานทูตด้วยความสมัครใจ มุ่งหน้าไปที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงปักกิ่งพร้อมกับนายแกรี ล็อค เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำกรุงปักกิ่งเพื่อตรวจร่างกาย และได้พบหน้าครอบครัวที่จำใจพลัดพรากจากกันชั่วขณะ
เรื่องราวที่ทำท่าจะกลายเป็นดีกลับตาลปัตรอีกครึ้ง เมื่อนายเฉินกลับเปลี่ยนใจให้สัมภาษณ์หลังจากนั้นไม่กี่ชั่วโมง เรียกร้องให้ประธานาธิบดีโอบามาหาทางช่วยเหลือให้ตัวเองและครอบครัวได้เดินทางไปตั้งถิ่นฐานใหม่ในแดนอินทรี เนื่องจากรู้สึกว่าไม่ปลอดภัยหากยังขืนอยู่ที่แผ่นดินแม่ เพราะทางการได้ขู่ทำร้ายครอบครัวของตัวเอง
แต่สหรัฐรีบตัดบททันควันว่าไม่ทราบเรื่องการข่มขู่ดังกล่าวและไม่ทราบเหตุผลถึงการขอลี้ภัยชั่วคราว นับเป็นปมปริศนาที่เชื่อว่าคงจะคลี่คลายลงหลังจากนี้ไม่นานนัก
ถึงสายตาจะพิการ แต่ใจไม่พิการไปด้วย
นายเฉิน กวางเชิง ตาบอดตั้งแต่ครั้งยังเป็นเด็กเมื่อเกิดล้มป่วยและโรคได้ลามไปถึงตา กระนั้นก็ไม่เคยย่อท้อต่ออุปสรรคใดๆ แม้จะไม่ได้ศึกษาวิชากฎหมายในมหาวิทยาลัยแต่ก็หัดเรียนรู้กฎหมายด้วยตัวเอง และได้นำความรู้ที่ได้ไปช่วยปกป้องสิทธิประโยชน์ของประชาชน จนได้รับฉายาว่า “ทนายตีนเปล่า”
ชื่อเสียงของนายเฉินยิ่งขจรไปไกลจากการเปิดโปงด้านมืดของ ‘นโยบายลูกคนเดียว’ เมื่อกล่าวหาเจ้าหน้าที่เมืองหลินอี๋ มณฑลซานตงบ้านเกิดว่าได้บังคับขู่เข็ญให้ผู้หญิงราว 7,000 คนผ่าตัดทำหมัน ทำแท้ง ฯลฯ ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายก็ตาม แต่แล้วนายเฉินกลับถูกจับกุมในปักกิ่งก่อนที่ศาลจะตัดสินจำคุก 4 ปี 3 เดือน โทษฐานปลุกปั่นยุยงให้โจมตีสถานที่ราชการและรวมกลุ่มขัดขวางการจราจรขณะมีการประท้วง
หลังจากได้รับการปล่อยตัวเมื่อปี 2553 นายเฉินก็ถูกกักบริเวณในบ้านที่หมู่บ้านตงซือกู่ มณฑลซานตง พร้อมทั้งแม่ เมียและลูก ระหว่างนั้นก็ถูกซ้อมและถูกทารุณกรรมหลายครั้ง จนร่างกายบอบช้ำอ่อนแอลงเรื่อยๆ ที่สำคัญยังถูกจำกัดสิทธิไม่ให้ใครเข้าเยี่ยม รวมไปถึงคริสเตียน เบล นักแสดงชื่อดังของฮอลลีวูด
เมื่อต้นปีที่แล้ว กลุ่มสิทธิมนุษยชนในสหรัฐกลุ่มหนึ่งได้ลักลอบนำวิดีโอคลิปของนายเฉินที่แอบถ่ายไว้ไปเผยแพร่ในต่างประเทศ เนื้อหาในคลิปมีเสียงของนายเฉินบรรยายว่าตัวเองกลายเป็นนักโทษที่ถูกขังในบ้านตัวเอง อย่างไรก็ตาม พรรคคอมมิวนิสต์จีนตอบโต้ว่าทางการเคารพในสิทธิของประชาชนเต็มที่ แต่ทั้งตำรวจและเจ้าหน้าที่ของรัฐจำเป็นต้องใช้อำนาจในมือจัดการกวาดล้างประชาชนที่ท้าทายอำนาจรัฐ
ขณะที่กลุ่มสิทธิมนุษยชนฮิวแมนไรท์วอทช์กล่าวว่า ทางการจีนมีวิธีการแยบยลในการควบคุมตัวนายเฉิน เนื่องจากได้ติดตั้งกล้องวิดีโอที่หน้าบ้านของนายเฉิน "สำหรับนักเคลื่อนไหวจีนบางคน วันสิ้นสุดการคุมขังหมายถึงวันแรกของการเฝ้าควบคุมความเคลื่อนไหวและการตามรังควานอย่างยืดเยื้อยาวนาน"
เพื่อนแท้ในยามยาก
แม้ตาจะบอดแต่ใจของนายเฉินไม่ได้บอดตามไปด้วย หลังจากถูกกักบริเวณในบ้านพักมานานถึงปีครึ่ง นายเฉินได้วางแผนหลบหนี และฝันนี้ก็กลายเป็นจริงเมื่อได้รับความช่วยเหลือจากผองเพื่อน สนิทหลายคน
นางเหอ เพ่ยหรง หรือ "ไข่มุก" เพื่อนหญิงที่เป็นแกนนำรณรงค์เรียกร้องให้ความช่วยเหลือนักโทษทางการเมืองและครอบครัว รวมไปถึงการรณรงค์ทางออนไลน์ให้ปล่อยตัวนายเฉินภายใต้คำขวัญที่ว่า “คืนอิสรภาพให้กวางเชิง” เปิดเผยว่า นายเฉินได้เตรียมตัวหลบหนีมานานหลายเดือนแล้ว โดยแกล้งทำเป็นนอนป่วยอยู่บนเตียงตลอดเวลา เพื่อให้เจ้าหน้าที่ไม่ทันสังเกตเห็นพิรุธหากไม่เห็นนายเฉินเคลื่อนไหวเป็นเวลานานๆ พอได้โอกาสก็ปีนกำแพงหลบหนีออกจากบ้านพัก จากนั้นก็นัดให้เธอและเพื่อนร่วมอุดมการณ์ 2-3 คนมาพบที่จุดนัดหมายเมื่อวันที่ 22 เมษายนที่ผ่านมา
นางเหอ เพ่ยหรง ซึ่งเป็นคนขับรถพานายเฉินไปส่งที่เซฟเฮ้าส์แห่งหนึ่งในกรุงปักกิ่ง เผยด้วยว่า สุขภาพของนายเฉินย่ำแย่มากหลังจากล้มป่วยมานาน 18 เดือน แต่จิตวิญญาณยังคงแข็งแกร่ง
ด้านนายหู เจี๋ย นักเคลื่อนไหวอีกคนหนึ่งเผยว่าด้วยความเป็นคนพิการทางสายตา นายเฉินต้องใช้เวลานานถึง 20 ชั่วโมงในการหลบหนี ทั้งต้องปีนกำแพงข้ามลำธารและสายน้ำต้องล้มลุกคลุกคลานกว่า 200 ครั้ง แต่ก็ประคองร่างกายหนีมาได้จนกระทั่งได้พบกับเพื่อนๆ ซึ่งต้องฝ่าอันตรายถึง 3 วันกว่าจะพานายเฉินมาซ่อนตัวในกรุงปักกิ่ง
“นายเฉินต้องวางแผนอยู่นานเพื่อจะหนีผู้คุม แต่ความพยายามหลายต่อหลายครั้งมีแต่ล้มเหลว” นายหู เจี๋ยเผยด้วยว่า ครั้งหนึ่งนายเฉินเคยขุดอุโมงค์ลึก 2 เมตร โดยใช้หญ้าแห้งปิดบังด้านบน แต่การหลบหนีครั้งนั้นก็ล้มเหลว
ตำรวจอาละวาดไล่จับดะ
หลังจากข่าวนายเฉินหลบหนีแพร่สะพัดในอินเทอร์เน็ต ทั้งญาติพี่น้องที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่และเพื่อนๆ ที่มีส่วนช่วยพานายเฉินหลบหนี ต่างถูกตำรวจท้องที่กำลังโกรธจัดเชิญตัวไปสอบปากคำโดยตำรวจได้นำกำลังบุกค้นบ้านพักของนายเฉินกลางดึก รวมทั้งยังค้นบ้านของนายเฉิน กวางฟุ พี่ชายซึ่งเพิ่งกลับจากการทำงานต่างถิ่น และนายเฉิน เข่อกุ้ย ลูกชาย ซึ่งได้คุยโทรศัพท์กับนักเคลื่อนไหวบางคนว่าเจ้าหน้าที่ได้บุกไปที่บ้าน ด้วยความกลัวจะถูกทำร้าย ตัวเองจึงถือมีดทำครัวไว้ป้องกันตัว “ผมกลัวว่าพวกเขาจะรุมทำร้ายผม หรือซ้อมจนตาย”
แต่เมื่อมีการเผยแพร่คำบอกเล่าของนายเฉิน เข่อกุ้ยทางออนไลน์แล้ว หลังจากนั้นก็ไม่มีใครสามารถติดต่อนายเฉิน เข่อกุ้ย ได้อีก ส่วนแม่ เมียและลูกของนายเฉิน กวางเชิงถูกกักตัวที่บ้านพัก
สำหรับนางเหอซึ่งถูกตำรวจพาตัวไปจากบ้านพักที่นานกิง ได้โพสต์ข้อความสุดท้ายในทวิตเตอร์แสดงความห่วงใยความปลอดภัยของครอบครัวนายเฉิน ส่วนนายหู เจี๋ยและภรรยาและนายกัว อี้ซาน ก็ถูกนำตัวไปสอบสวนเช่นกัน
ด้านนายฟุยอมรับว่าเป็นคนกลางในการโทรศัพท์ติดต่อกับเพื่อนๆ ที่พานายเฉินหลบหนีและยังเป็นคนกลางติดต่อกับสมาชิกวุฒิสภาสหรัฐ กระทรวงต่างประเทศและสถานทูตสหรัฐ ในปักกิ่ง “เพื่อที่จะหาทางช่วยเหลือนายเฉิน กวางเชิง และกลุ่มเพื่อนที่ช่วยหาที่หลบซ่อนตัวให้นายเฉิน”
ยื่นเงื่อนไข 3 ข้อ
นายเฉิน กวางเชิง ได้โพสต์คลิปในเว็บไซต์ยูทูบถึงนายเวิน เจียเป่า นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่าข่าวลือที่ว่าตัวเองได้หลบหนีนั้น เป็นเรื่องจริงหลังจากได้พยายามมาหลายครั้ง นายเฉินสารภาพด้วยว่ายังห่วงใยลูกเมียที่ยังถูกกักบริเวณอยู่ และยังมีเรื่องเลวร้ายมากกว่านั้น ซึ่งอยากให้นายเวิน มาถามด้วยตัวเอง
พร้อมกันนั้น นายเฉินได้ยื่นเงื่อนไข 3 ข้อให้นายเวิน เริ่มด้วยการตั้งคณะกรรมการสอบสวน เพื่อค้นหาว่าใครเป็นคนออกคำสั่งให้ส่งคนไปบุกบ้านของตัวเอง รวมถึงบุกเข้าไปในห้องนอนมากกว่าหนึ่งครั้ง หลายครั้งยังได้เบ่งว่าเป็นตำรวจที่ไม่ต้องยึดถือข้อกฎหมายใดๆ ก็ได้ โดยเฉพาะได้ใช้ความรุนแรงกับภรรยาของตัวเองด้วยการเตะต่อยและทุบตีหลายชั่วโมง นายเฉินได้วิงวอนให้นายเวิน ช่วยปกป้องครอบครัวของตัวเองด้วย
"ทนายตีนเปล่า" ยังฟ้องด้วยว่าตัวเองและครอบครัวได้รับความทุกข์ทรมานมากเพียงใดระหว่างถูกกักบริเวณนานกว่า 18 เดือนภายใต้การเฝ้าคุมอย่างแน่นหนา โดยมีตำรวจนอกเครื่องแบบหลายคน บางครั้งก็ยกโขยงมากันเป็นร้อย ล้อมบ้านของตัวเอง บางครั้งฟ้ายังไม่ทันสว่างดี ก็ตระโกนเรียกแม่หรือไม่ก็ทำให้ลูกซึ่งอายุไม่ถึงสิบปีตกใจกลัวลนลาน
นายเฉินยังเรียกร้องให้นายเวินดำเนินการตรวจสอบอย่างถึงรากถึงโคน เกี่ยวกับปัญหาทุจริตคอรัปชั่น และการละเมิดอำนาจของตำรวจ
จีนเต้นถูกล้วงคองูเห่า
ทันที่กลายเป็นข่าวใหญ่ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนได้แถลงเรียกร้องให้สหรัฐกล่าวขอโทษ โดยระบุว่านายเฉินถูกนำตัวไปยังสถานทูตสหรัฐโดยวิธีการที่ไม่ปกติ ซึ่งการกระทำของสหรัฐครั้งนี้ถือเป็นการแทรกแซงกิจการภายในที่จีนไม่อาจยอมรับได้ พร้อมกับเตือนแดนดินถิ่นอินทรีให้เคารพกฎหมายระหว่างประเทศ และกฎหมายของจีน รวมทั้งเรียกร้องให้สอบสวนผู้ที่รับผิดชอบและรับรองว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์ทำนองนี้
เจ้าหน้าที่อเมริกันผู้หนึ่งกล่าวว่า จะไม่มีเหตุการณ์แบบนี้ซ้ำอีกอย่างแน่นอน แต่ปฏิเสธแสดงความเห็นเรื่องคำขอโทษ
ผู้สันทัดกรณีหลายคนให้ความเห็นว่าทั้งจีนและสหรัฐ ต่างก็ไม่ต้องการให้ประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนมาเป็นประเด็นใหญ่ที่สุดของ 2 ประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไม่ควรจะขัดขวางการเจรจาระดับสูงด้านยุทธศาสตร์และเศรษฐกิจที่มีนางฮิลลารี คลินตันร่วมประชุมด้วย
กุญแจสำคัญที่จะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น คงต้องอาศัยการตัดสินใจของผู้นำอาวุโสในพรรคคอมมิวนิสต์ที่รับปากว่าจะปกป้องนายเฉิน และครอบครัว ให้มีชีวิตอย่างปกติสุขบนแผ่นดินจีน หรือยอมให้เดินทางออกนอกประเทศ
...........................
(เปิดโลกวันอาทิตย์ : ทนายตีนเปล่าตาบอด ผู้หาญกล้าท้าจงหนานไห่ โดย...บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์)