เอาเป็นว่าเขียนเรื่องนี้ก่อนที่จะพูดถึงและวิพากษ์วิจารณ์ศาสนาได้ลำบากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อกฎหมายใหม่ๆ กำลังจะออกมา
มองในแง่บวกก็คือ ประเด็นท้าทายในเรื่องของศาสนาในสังคมเราวันนี้ก็คือ เรามีเสรีภาพในการนับถือศาสนา
แต่คำถามใหญ่นั้นก็คือ เรามีเสรีภาพในการไม่นับถือศาสนาหรือไม่ และเรามีเสรีภาพในการวิจารณ์ศาสนาที่เราไม่นับถือหรือไม่
นี่แหละครับ ผมว่าคือหัวใจของเรื่อง และเป็นหนึ่งในหัวใจของการมีสังคมประชาธิปไตย
แต่ดูเหมือนว่าโดยตรรกะและการปฏิบัติในเรื่องของศาสนาในบรรยากาศทุกวันนี้ คำที่ว่า "ไม่เชื่ออย่าลบหลู่" คงจะไม่พอเสียแล้ว
อาจจะต้องพูดว่า ถ้าต้องการวิพากษ์วิจารณ์ศาสนาก็ต้องประกาศตนว่านับถือและศรัทธาในศาสนานั้นเสียก่อน
ทำนองเดียวกับที่นักปราชญ์ไทยท่านหนึ่งชอบทำ ก็คือ วิจารณ์ด้วยอ้างว่าเป็นอนุรักษนิยมแบบวิพากษ์ถอนรากถอนโคน (Radical Conservative) นั่นแหละครับ
หรืออีกตัวอย่างที่คาบเกี่ยวกันก็คือ ถ้าจะวิจารณ์พุทธศาสนา ก็สามารถวิจารณ์ได้ถ้าประกาศตนว่าเป็นพุทธ และต้องการไปให้ถึงพุทธที่แท้(กว่า) ไม่ใช่บอกว่าไม่เห็นด้วยกับพุทธศาสนา ในฐานะคนนอก
ในทางหนึ่งก็ไม่ได้เลวร้ายเสียทั้งหมดนะครับ ด้วยว่าบางครั้งการวิจารณ์ที่จะทำให้สังคมอยู่กันได้ก็คือการวิจารณ์จากภายใน แต่สิ่งนี้ก็กลายเป็นเรื่องที่เราเรียกร้องมากเกินไปจากคนที่เห็นต่างจากเราหรือเปล่า...ก็ต้องลองถามดูครับ
แต่อีกด้านหนึ่งเราก็ต้องระวังเหมือนกันว่า เราเป็นพวกที่มีศาสนาของการไม่มีศาสนาด้วยหรือเปล่า คือคิดว่าเราต้องวิจารณ์คนอืนเรื่องศาสนา เพราะเราเชื่อมั่นถือมั่นว่าการไม่มีศาสนาในแบบของเราต่างหากที่ถูกต้องที่สุด อันนี้ก็ต้องระวัง
เพราะที่สุดแล้วผมเห็นว่า การพยายามอยู่ร่วมกันท่ามกลางความเชื่อมั่นศรัทธาที่หลากหลายของมนุษย์น่าจะเป็นหนทางที่เอามนุษย์เป็นศูนย์กลาง คือเอาทั้งตัวเราและคนอื่นเป็นศูนย์กลางของเรื่องไปพร้อมๆ กัน แต่เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องไม่ง่ายนัก เพียงแต่ผมคิดว่าเป็นเรื่องท้าทายที่สร้างสรรค์ ในการจะมีบทสนทนาต่อกันของผู้ที่มีศรัทธาที่แตกต่างกัน หรือจะพูดง่ายๆ ก็คือ ทำอย่างไรจะทำให้ศรัทธาของเราและของท่านไม่มาทำร้าย-ทำลายกัน
เอาล่ะครับเมื่อตั้งหลักเช่นนี้แล้ว เรื่องต่อมาก็จะขอตั้งข้อสังเกตแล้วกัน (ไม่ถึงกับขั้นวิจารณ์) นะครับว่า ถ้าอย่างในกรณีของศาสนาพุทธนั้น อะไรคือสิ่งที่น่าจะตั้งข้อสังเกตร่วมกัน
ซึ่งผมคิดว่าประการสำคัญก็คือเรื่องของการนำเอาศาสนาพุทธมาทำให้เป็นประเด็นทางการเมืองนี่แหละครับ เป็นเรื่องที่ต้องตั้งข้อสังเกต
ที่พูดแบบนี้ไม่ได้หมายถึงว่าการเมืองเกี่ยวข้องกับศาสนาไม่ได้ แต่การเมืองน่าจะเกี่ยวข้องกับศาสนาได้ เพื่อให้มีเป้าหมายที่ว่า การเมืองนั้นทำให้ศาสนาไม่ไปทำร้ายใคร ไม่ใช่มีการเมืองไว้ปกป้องศาสนาด้วยเชื่อว่าคนบางกลุ่มจะทำลายศาสนา
พูดง่ายๆ ก็คือ หากจะมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับศาสนา ก็ควรจะเป็นกฎหมายที่ส่งเสริมเสรีภาพในการนับถือ ตรวจสอบและวิพากษ์วิจารณ์ศาสนา ไม่ใช่ปกป้องไม่ให้ศาสนาถูกวิจารณ์ ในแง่ที่การปกป้องนั้นอาจจะไปละเมิดเสรีภาพของคนที่เห็นต่าง
นึกดีๆ ว่าสมัยพุทธกาลเองยังไม่มีกฎหมายปกป้องพุทธศาสนาเลยครับ
แต่ถ้าอยากจะมี จะมีอย่างไรให้ศาสนายั่งยืน ล่ะครับ?
แน่นอนว่าการวิพากษ์วิจารณ์นั้นผมคิดว่าเรื่องสำคัญในบ้านเราไม่ใช่เรื่องของเนื้อหาเสียทั้งหมด แต่เป็นเรื่อง "ท่าที" ของการวิพากษ์วิจารณ์ด้วย แต่ก็ต้องระวังทั้งสองฝ่ายนะครับ ทั้งฝ่ายที่วิจารณ์เขา และฝ่ายที่ห้ามเขามาวิจารณ์ ครับผม