300บาทไม่ใช่คำตอบ

300 บาทไม่ใช่คำตอบ : บทบรรณาธิการประจำวันที่1 พ.ค.2555

             การรณรงค์เรียกร้องให้กำหนดชั่วโมงทำงานสำหรับผู้ใช้แรงงานเหลือวันละ 8 ชั่วโมงเป็นผลสำเร็จ อันเป็นที่มาของวันเมย์เดย์ หรือวันแรงงานสากล 1 พฤษภาคม ซึ่งประเทศไทยกำหนดให้เป็นวันแรงงานแห่งชาติ ถือได้ว่าคือแบบอย่างของการต่อสู้เรียกร้องเพื่อสวัสดิภาพและสวัสดิการอย่างแท้จริง เพราะนับเนื่องตั้งแต่ยุคสมัยปฏิวัติอุตสาหกรรมเป็นต้นมา ได้เกิดการเอารัดเอาเปรียบแรงงานอยู่แทบจะทุกที่ที่สายพานการผลิตเคลื่อนไปข้างหน้าเพื่อผลิตสินค้าอุตสาหกรรมหล่อเลี้ยงและสร้างความเฟื่องฟูให้แก่ระบบทุนนิยม แม้ในปัจจุบัน ซึ่งว่ากันว่า กฎหมายแรงงานที่จะให้ความคุ้มครองแรงงานมีความเข้มแข็งและบังคับใช้อย่างเข้มข้นแล้วก็ดี แต่ก็ยังมีเสียงเรียกร้องจากฝ่ายผู้ใช้แรงงานอยู่เป็นประจำทุกปี เช่นนี้หาใช่ว่าเป็นพฤติกรรมที่ไม่รู้จักพอ แต่ตรงกันข้าม นั่นย่อมแสดงว่า ระบบการจ้างงานหรือกฎหมายต่างๆ ยังไม่เอื้อต่อคุณภาพชีวิตของผู้ใช้แรงงานมากเพียงพอ เพราะถึงอย่างไรข้อเรียกร้องที่เกินเลยย่อมจะไม่ได้รับการตอบรับอยู่ดี ไม่ว่ากลุ่มผู้ใช้แรงงานจะใช้มาตรการเคลื่อนไหวอย่างเช่น นัดกันหยุดงาน หรือไม่ก็ตาม
 
              สำหรับวันแรงงานแห่งชาติประจำปี 2555 นี้ คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) ได้ยื่นข้อเรียกร้องต่อรัฐ 3 เรื่อง คือ 1.ต้องมีมาตรการลดค่าครองชีพโดยเร่งด่วน ทั้งการควบคุมราคาสินค้า ราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าแก๊สหุงต้ม รถเมล์ รถไฟ เรือโดยสาร 2.ต้องกำหนดอัตราค่าจ้างแรงงานที่เป็นธรรมให้ครอบคลุมผู้ใช้แรงงานทุกภาคส่วน โดยเฉพาะโครงสร้างค่าจ้างของแรงงานจะต้องปรับค่าจ้างทุกปี 3.รัฐและรัฐสภาต้องปฏิรูประบบประกันสังคมเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมทางสังคม ตรวจสอบได้  ขณะที่สภาองค์การลูกจ้างสภาแรงงานอิสระแห่งประเทศไทยก็เสนอข้อเรียกร้องต่อรัฐที่น่าสนใจ คือ จัดตั้งกองทุนประกันความเสี่ยงให้แก่ลูกจ้างในกรณีที่สถานประกอบการปิดกิจการ เลิกจ้างไม่จ่ายค่าชดเชย เพื่อเป็นหลักประกันความมั่นคงในการทำงาน และยกเว้นการเก็บภาษีเงินได้ของลูกจ้างและพนักงานรัฐวิสาหกิจสำหรับเงินค่าชดเชย และเงินรายได้อื่นๆ ซึ่งเป็นเงินงวดสุดท้ายของลูกจ้าง
 
              เมื่อพิจารณาภาพรวมจากข้อเรียกร้องของผู้ใช้แงงงานจะเห็นได้ว่า ปัญหาใหญ่ของผู้ใช้แรงงานในทุกวันนี้ก็ยังวนเวียนอยู่ที่เรื่องของคุณภาพชีวิตและสภาพการจ้างงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุค "ข้าวยากหมากแพง" อย่างทุกวันนี้ ลำพังรัฐบาลสั่งปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท ใน 7 จังหวัดนำร่อง ยังไม่ได้ช่วยแบ่งเบาภาระในชีวิตประจำวันของแรงงานได้ เพราะนอกจากราคาสินค้าได้ปรับตัวขึ้นไปรออยู่ก่อนหน้านั้นแล้ว ภาระค่าบริการและสิ่งสาธารณูปโภคอื่นๆ ก็ได้ประกาศปรับราคาแล้วเช่นกัน เหมือนกับว่า การปรับค่าจ้างเป็น 300 บาทเท่ากับศูนย์หรือติดลบ เช่นนี้แล้วรัฐบาลเองไม่ควรจะคิดเอาว่า สิ่งนี้คือผลงานที่มอบให้คนงานทั้งหลายจนแปรค่าเป็นคะแนนนิยมได้มากมาย หากแต่จะต้องเร่งหามาตรการต่างๆ ดูแลสวัสดิภาพและสวัสดิการ ตลอดจนชีวิตความเป็นอยู่ของแรงงานอย่างรอบด้าน และทั่วถึง ในระยะสั้นหรือเฉพาะหน้า ก็ควรจะเร่งดำเนินการตามข้อเรียกร้องดังกล่าวมาเป็นเรื่องแรก ส่วนในระยะยาวนั้น รัฐบาลควรเน้นไปที่เรื่องคุณภาพชีวิตของแรงงานอย่างทั่วถึงและยั่งยืน ไม่ว่าฝ่ายแรงงานจะเรียกร้องหรือไม่ก็ตาม