สถานการณ์ยาเสพติดในปัจจุบันน่าห่วงกว่าปัญหาอื่นใดทั้งสิ้น หนักหน่วงรุนแรงกว่าภัยพิบัติเสียอีก
ตัวเลขคนติดยาทั่วประเทศคร่าวๆ มีมากถึง 1.2 ล้านคน คิดกันง่ายๆ ถ้ากินยาบ้ากันคนละเม็ด วันหนึ่งจะมีความต้องการใช้ยามากถึง 1.2 ล้านเม็ด
ในความเป็นจริงผู้ติดยาจะกินมากกว่า 1 เม็ดต่อวันด้วยซ้ำ ดูสิว่าความต้องการมหาศาลเพียงไร
ปีหนึ่งผู้เสพใช้เงินกับการซื้อยาเสพติดรวมๆ กันประมาณ 7 หมื่นล้านบาท
มากกว่างบประมาณบางกระทรวง บางกรมเสียอีก
แต่การบังคับใช้กฎหมายยังไม่เป็นผลเท่าที่ควร ผู้ต้องหาทั้งพ่อค้ารายใหญ่ รายย่อย ก็ไม่ได้หยุดธุรกิจค้ายาเสพติด คุกไม่สามารถป้องกันพฤติกรรมคนพวกนี้ได้
น่าเป็นห่วงยิ่งกว่าก็คือ มีเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์เข้าไปมีส่วนร่วมเสียเอง
ถ้าคิดกันแบบชาวบ้านรากหญ้าธรรมดา ก็มีคำถามว่า โทรศัพท์มือถือ ยาเสพติดปริมาณมากมายหรือแม้กระทั่งอาวุธ เล็ดรอดเข้าไปภายในเรือนจำได้อย่างไร
สถานการณ์แบบนี้ยังไม่นับรวมถึงขบวนการค้ายาฯ ที่ยังไม่ถูกจับกุมภายนอก ที่นับวันยิ่งขยายตัว พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ รองผบช.น.รับผิดชอบงานปราบปรามยาเสพติด ให้สัมภาษณ์พิเศษคมชัดลึกออกมายอมรับในทุกพื้นที่กรุงเทพฯ ล้วนมียาบ้าและยาเสพติดชนิดอื่นๆ เต็มหมด
ตอนนี้เร่งจับกุมผู้จำหน่ายรายย่อยเพราะในกรุงเทพฯ ไม่ใช่แหล่งผลิตหรือจัดเก็บ แต่เป็นพื้นที่จำหน่าย
การเร่งตัดตอนจับกุมพ่อค้ารายย่อยจะทำให้ปริมาณยาขาดแคลนหายาก เมื่อของมีน้อยผู้เสพก็เริ่มระส่ำระสาย เมื่อคนเสพเดิมหายาเสพได้ยากขึ้น การขยายตัวของกลุ่มผู้เสพหน้าใหม่ก็ช้าลง ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้เร็วมากขึ้น
อีกมุมหนึ่งเมื่อการค้ายาเริ่มมาจากคุก ก็ต้องแก้ปัญหาให้ถูกที่ ถ้าย้ายผู้คุมสลับสับเปลี่ยนกันไปไม่ให้สร้างอิทธิพลหรือสนิทสนมคุ้นเคยกับผู้ต้องหา แม้กระทั่งการดักฟังการสนทนาระหว่างเยี่ยมญาติ เหล่านี้มีส่วนสัมพันธ์กันทั้งสิ้น
ที่สำคัญคือ อย่าคาดหวังว่าตำรวจฝ่ายเดียวจะแก้ปัญหาได้
รองฯวิชัย เสนอว่า อยากให้ทุกส่วนตั้งแต่ผู้ปกครอง ชาวบ้าน โรงเรียน กระทรวง ผู้ประกอบการหอพัก สถานบริการ ที่เกี่ยวข้อง หรือแม้แต่กลุ่มที่พบกับประชาชนทุกวันเช่น จยย.รับจ้าง มานั่งคุยทำความเข้าใจและทำงานร่วมกันอย่างจริงจังเป็นรูปธรรมเสียที