นายกรัฐมนตรีที่ถูกลืม

นายกรัฐมนตรีที่ถูกลืม: วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ กับ ประภัสสร เสวิกุล

              บทความเรื่อง “เหล็กวิลาศหรือจะสู้ตะปูควง” ซึ่งลงพิมพ์ใน "คม ชัด ลึก" ฉบับวันศุกร์ที่ 27 เมษายน 2555 ที่ผ่านมา มีความผิดพลาดบางประการครับ คือที่ลงว่า “พล.ร.ต.หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ ได้ตั้งพรรคแนวรัฐธรรมนูญขึ้น แต่มายึดแนวคิดด้านเศรษฐกิจของ ดร.ปรีดี” นั้น ที่ถูกต้องคือ “พล.ร.ต.หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ ได้ตั้งพรรคแนวรัฐธรรมนูญขึ้น แต่มิได้ยึดแนวคิดด้านเศรษฐกิจของ ดร.ปรีดี” ครับ ขออภัยในความผิดพลาดไว้ ณ ที่นี้ด้วย
   
              เมื่อพูดถึง พล.ร.ต.หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ เชื่อว่าคนส่วนใหญ่ในปัจจุบันคงไม่รู้จักอดีตนายกรัฐมนตรีท่านนี้ ดังนั้นผมจึงขอเล่าเรื่องราวของท่านให้ฟังกัน พล.ร.ต.หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ หรือ พล.ร.ต.ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีคนที่ 8 ของไทย เป็นคน จ.พระนครศรีอยุธยา มีนามสกุลเดิมว่า ธารีสวัสดิ์ สำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมจากโรงเรียนมัธยมวัดเทพศิรินทร์ จากนั้นได้เข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนนายเรือ และศึกษาวิชากฎหมายจนได้เป็นเนติบัณฑิต พล.ร.ต.หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ ได้ร่วมอยู่ในคณะราษฎร สายทหารเรือ ซึ่งมี หลวงสินธุสงครามชัย เป็นหัวหน้า เช่นเดียวกับ หลวงศุภชลาศัย หลวงนาวาวิจิตร หลวงนิเทศกลกิจ หลวงสังวรยุทธกิจ และนายทหารเรือคนอื่นๆ รวม 18 นาย ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พล.ร.ต.หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ ได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทน ประเภท 2 ได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีครั้งแรกในรัฐบาลของ พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา ใน พ.ศ.2476 พร้อมทั้งทำหน้าที่เลขานุการคณะรัฐมนตรีด้วย ในปี พ.ศ.2477 เมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสละราชบัลลังก์ ก็ได้รับการแต่งตั้งจากรัฐบาลให้เป็นหัวหน้าคณะ เดินทางไปกราบบังคมทูลเชิญพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดล ซึ่งขณะนั้นประทับอยู่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ให้เสด็จขึ้นครองราชย์สืบแทน นอกจากนี้ ใน พ.ศ.2478 ยังเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย ต่อมาใน พ.ศ.2481 สมัยรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม และร่วมอยู่ในคณะรัฐบาลของจอมพล ป.พิบูลสงคราม จนท่านจอมพลลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในปี พ.ศ.2487
   
              พล.ร.ต.ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ได้รับฉายาว่า “รัฐมนตรีลิ้นทอง” เนื่องจากเป็นคนมีวาทศิลป์ดี ทั้งในการพูด และการอภิปรายในสภา ที่เฉียบคม จับประเด็นเก่งและสามารถหาเหตุผลมาหักล้างคำพูดของฝ่ายตรงข้ามได้ เช่นครั้งหนึ่ง เมื่อญี่ปุ่นขอให้รัฐบาลไทยเกณฑ์ชายไทยไปเป็นทหารเข้าร่วมในกองทัพญี่ปุ่น พล.ร.ต.ถวัลย์ได้ปฏิเสธอย่างนุ่มนวลว่า ไม่สามารถทำได้ เพราะต้องใช้แรงงานชายไทยในการทำไร่ไถนา เว้นแต่ญี่ปุ่นจะหาคนมาทำงานในไร่นาแทนได้ ทำให้ญี่ปุ่นล้มเลิกข้อเรียกร้องดังกล่าว
   
              เมื่อ ดร.ปรีดี พนมยงค์ เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 24 มีนาคม พ.ศ.2489 พล.ร.ต.ถวัลย์ได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม หลังจากที่ ดร.ปรีดีลาออกจากตำแหน่ง ในวันที่ 21 สิงหาคม ปีเดียวกัน สภาผู้แทนราษฎรได้มีมติให้ พล.ร.ต.ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี แทน ระยะนั้นเป็นช่วงเวลาที่สงครามโลกครั้งที่สองเพิ่งยุติลง ประเทศไทยเผชิญกับวิกฤติการณ์อย่างหนัก ทั้งด้านการเมืองระหว่างประเทศที่ไทยเข้าร่วมเป็นมหามิตรกับญี่ปุ่น ซึ่งทำให้ตกอยู่ในฐานะของประเทศผู้แพ้สงครามโดยปริยาย จึงต้องมีการเจรจากับสัมพันธมิตรเพื่อหาทางให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากภาวะดังกล่าว นอกจากนี้ภายในประเทศเองก็ประสบกับปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างรุนแรง ทั้งการว่างงาน ค่าครองชีพสูง เงินเฟ้ออย่างหนัก และขาดแคลนเครื่องอุปโภคบริโภค แม้กระทั่งข้าวสาร
   
              รัฐบาลของ พล.ร.ต.ถวัลย์ได้ดำเนินการให้ประเทศไทยได้เข้าเป็นสมาชิกสหประชาชาติ และเจรจาต่อรองกับฝรั่งเศสและอังกฤษเพื่อผ่อนปรนข้อเรียกร้องต่างๆ รวมทั้งการแก้ปัญหาเรื่องการส่งข้าวแก่สหประชาชาติ อังกฤษ และสหรัฐตามความตกลงที่มีอยู่ โดยรัฐบาลได้ออก พ.ร.บ.ห้ามกักกันข้าว และหาทางจูงใจให้พ่อค้าขายข้าวแก่รัฐบาล
   
              ในส่วนของปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศ พล.ร.ต.ถวัลย์ ได้ตั้งองค์การสรรพาหาร เพื่อซื้อสินค้าซึ่งในเวลานั้นมีราคาแพง มาจำหน่ายแก่ประชาชนในราคาถูก เพื่อตรึงราคาสินค้า และเรียกเก็บธนบัตรซึ่งสัมพันธมิตรนำมาใช้ในประเทศไทย โดยให้ประชาชนนำมาแลกกับธนบัตรที่รัฐบาลจัดพิมพ์ขึ้นใหม่ เพื่อแก้ไขปัญหาเงินเฟ้อ รวมทั้งการนำทองคำสำรองของประเทศออกมาจำหน่าย ทำให้ปัญหาต่างๆ บรรเทาเบาบางลง
   
              อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาให้ลุล่วงลงได้ในทันทีทันใด พร้อมกันนั้นก็มีเสียงกล่าวหาว่านายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี รู้เห็นเป็นใจในการส่งข้าวชนิดดีไปต่างประเทศและให้คนไทยกินข้าวหักๆ ที่ใช้เลี้ยงสัตว์ นอกจากนี้ยังมีเรื่องการสั่งรถยนต์บูอิค ประจำตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเข้ามาใช้ ในเวลาที่ประเทศกำลังอดอยากขาดแคลน
   
              รวมทั้งกรณีการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ที่รัฐบาลยังไม่สามารถชี้แจงให้เกิดความกระจ่างได้ ทำให้ฝ่ายค้านซึ่งมีพรรคประชาธิปัตย์ โดย นายควง อภัยวงศ์ หัวหน้าพรรค เป็นแกนนำ ได้เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ติดต่อกันเป็นเวลา 8 วัน 8 คืน ตั้งแต่วันที่ 19-27 พฤษภาคม 2490 และมีการถ่ายทอดการอภิปรายออกอากาศทางวิทยุกระจายเสียง ให้ประชาชนรับฟังเป็นครั้งแรกของประเทศไทย
   
              แม้ว่ารัฐบาลซึ่งประกอบด้วย พรรคแนวรัฐธรรมนูญ ของ พล.ร.ต.ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ กับ พรรคสหชีพ ซึ่งมี นายทองอินทร์ ภูริพัฒน์ เป็นหัวหน้าพรรค จะมีชัยในการอภิปราย แต่ประชาชนที่ได้รับฟังการอภิปรายซึ่งถ่ายทอดออกอากาศตลอด 8 วัน 8 คืน ก็ค่อนข้างคล้อยตามคำพูดของฝ่ายค้าน ทำให้เกิดกระแสกดดันทางการเมืองอย่างรุนแรง พล.ร.ต.ถวัลย์ จึงแสดงมารยาททางการเมืองด้วยการตัดสินใจลาออกจากการเป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2490 แต่สภาผู้แทนก็มีมติให้กลับมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง ในวันที่ 30 พฤษภาคม 2490 แต่ครั้งนี้ สถานการณ์ทั้งการเมืองและเศรษฐกิจรวมทั้งพฤติกรรมที่ไม่ชอบมาพากลของนักการเมือง หนักหนายิ่งขึ้น
   
              คืนวันที่ 8 พฤศจิกายน 2490 ขณะที่ พล.ร.ต.ถวัลย์ ไปร่วมงานลีลาศที่เวทีลีลาศสวนอัมพร กลุ่มนายทหาร ที่นำโดยนายทหารนอกราชการ คือ จอมพลผิน ชุณหะวัณ ร่วมด้วย พ.อ.กาจ กาจสงคราม พ.อ.สฤษดิ์ ธนะรัชต์ พ.อ.เผ่า ศรียานนท์ พ.ท.ถนอม กิตติขจร พ.ท.ประภาส จารุเสถียร และ ร.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ได้นำกำลังทหารก่อการรัฐประหารยึดอำนาจจาก พล.ร.ต.ถวัลย์ และเชิญนายควง อภัยวงศ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นนายกรัฐมนตรี