หากไทยจะให้ความสำคัญแก่การท่องเที่ยวในฐานะแหล่งรายได้ที่สำคัญของประเทศ เราก็ควรจะต้องวางแผนพัฒนาการท่องเที่ยวกันใหม่ เพราะการโปรโมทการท่องเที่ยวแบบเดิมๆ ในตลาดโลกที่ทำกันเป็นกิจวัตร หรือการตั้งเป้าหมายของการท่องเที่ยวไว้ที่จำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาประเทศไทย จำนวนวันที่พัก หรือจำนวนเงินที่ใช้ในการท่องเที่ยวแต่ละครั้ง ซึ่งอาจไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องก็ได้ และที่สำคัญคือเราคิดแต่รายรับแต่ลืมหักค่าโสหุ้ยที่ต้องเสียไปให้แก่นักท่องเที่ยวแต่ละคนทั้งที่มองเห็นและคำนวณเป็นตัวเลขได้ กับที่มองไม่เห็นในทันทีและคิดออกมาเป็นตัวเงินไม่ได้ โสหุ้ยหรือรายจ่ายที่มองเห็นนั้นมีทั้งค่าสิ้นเปลืองทรัพยากรต่างๆ ค่าเสื่อมสภาพของแหล่งท่องเที่ยว ค่าฟื้นฟูธรรมชาติและโบราณสถาน รวมทั้งค่ากำจัดขยะอันเกิดจากนักท่องเที่ยวจำนวนมหาศาลในแต่ละปี ส่วนโสหุ้ยหรือรายจ่ายที่มองไม่เห็นนั้นได้แก่วิถีของชุมชน ชีวิตความเป็นอยู่ของคนในพื้นที่ และขนบธรรมเนียมประเพณี หลังการซึมซับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของนักท่องเที่ยวเข้าไปเรื่อยๆ ซึ่งเปรียบไปก็คงไม่ต่างจากขยะที่มองไม่เห็นอีกจำนวนมหึมา ซึ่งภาพของบาร์เบียร์ หญิงบริการ รวมถึงการแต่งกาย และพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของนักท่องเที่ยวบางกลุ่ม บวกกับภาพของนักท่องเที่ยวที่ออกมาเล่นสาดน้ำ เต้นรำ กันกลางถนน ในสภาพที่เกือบจะเปลือย ที่ถูกเผยแพร่ผ่านสื่อต่างๆ ไปทั่วโลกนั้น น่าจะเป็นคำตอบถึงความสำเร็จหรือล้มเหลวของการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวไทยได้เป็นอย่างดี
แผนพัฒนาการท่องเที่ยวในแนวใหม่อย่างหนึ่งที่ผมขอเสนอไว้ตรงนี้เลยแล้วกัน นั่นก็คือ โครงการการสร้างนักท่องเที่ยวที่จะมาเที่ยวเมืองไทยในอนาคต ควบคู่ไปกับการสร้างสมาชิก “เพื่อนประเทศไทย” รุ่นเยาว์ แนวคิดที่ว่านี้ก็คือ การที่รัฐบาลหรือการท่องเที่ยวฯ จัดสรรเงินงบประมาณจำนวนหนึ่งจากงบประมาณปกติที่จะใช้เพื่อการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวประจำปีนั่นเอง เพื่อนำเยาวชนนักศึกษาจากประเทศต่างๆ ที่เป็นลูกค้าการท่องเที่ยวของไทย ทั้งสหรัฐ ยุโรป จีน ญี่ปุ่นฯรวมทั้งตลาดใหม่ๆ อย่างตะวันออกกลาง แอฟริกา อเมริกาใต้ รัสเซีย ปีละ 200-300 คน ให้เข้ามายังประเทศไทย โดยส่งเยาวชนนักศึกษาเหล่านี้ไปใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวคนไทยทั่วประเทศที่เข้าร่วมในโครงการ เป็นระยะเวลาประมาณ 1-3 เดือน โดยมีจังหวัดหรือชุมชนในแต่ละท้องที่เหล่านั้นร่วมเป็นเจ้าภาพด้วย นอกจากการได้ใช้ชีวิตความเป็นอยู่กับครอบครัวคนไทยและการทัศนศึกษาสถานที่สำคัญต่างๆ แล้ว เจ้าหน้าวัฒนธรรมจังหวัด ศิลปิน และปราชญ์ท้องถิ่น ก็จะต้องช่วยกันถ่ายทอดศิลปวัฒนธรรมไทย แก่เยาวชนนักศึกษาต่างประเทศเหล่านั้น รวมไปถึงการผูกเสี่ยวกับเยาวชนไทย
โครงการที่ผมว่านี้ หากมีการบริหารจัดการที่ดี ย่อมต้องได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานทั้งของรัฐและเอกชนที่มีวิสัยทัศน์ เพราะเยาวชนนักศึกษาเหล่านี้ อีกไม่กี่ปีข้างหน้าก็จะขึ้นมาเป็นจักรกลของประเทศต่างๆ และมีบทบาทในการขับเคลื่อนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของตนกับประเทศไทย และที่สำคัญอย่างยิ่งก็คือเมื่อพวกเขาเกิดความรักความผูกพันกับประเทศไทย และเข้าถึงวัฒนธรรมไทยอย่างถูกต้องแล้ว เขาเหล่านั้นก็จะเป็นผู้ช่วยในการประชาสัมพันธ์ประเทศไทยที่มีประสิทธิภาพอย่างสูง และเยาวชนนักศึกษาเหล่านี้แหละครับ จะกลายมาเป็นนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพสำหรับประเทศไทยต่อไปในอนาคต
เราพูดกันบ่อยๆ ว่าต้องการนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพมาเที่ยวเมืองไทยมากกว่านักท่องเที่ยวประเภทแบ็กแพ็กเกอร์ แต่การงอมืองอเท้ารอให้สวรรค์ส่งนักท่องเที่ยวคุณภาพเข้ามานั้น คงไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ หรอกครับ ดังนั้น เราจึงต้องลงมือสร้างนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพขึ้นมาเอง
และถ้าลงมือกันตั้งแต่วันนี้ อีก 4-5 ปีข้างหน้า เราก็จะได้เห็นผลพวงที่สร้างขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิผล รวดเร็ว ชัดเจน และยั่งยืนกว่าบางอภิมหาโปรเจกท์เป็นไหนๆ