กีฬา : กีฬาต่างประเทศ
วันเสาร์ที่ 14 เมษายน 2555

'หงส์'ชิงเอฟเอแซงเอฟเวอร์ตัน2-1

"หงส์แดง" ลิเวอร์พูล ได้ แอนดี คาร์โรลล์ โขกแซง "ทอฟฟี่สีน้ำเงิน" เอฟเวอร์ตัน ท้ายเกม 2-1 ผงาดเข้าชิงชนะเลิศเอฟเอ คัพ เป็นทีมแรก ขณะที่ "เรือใบสีฟ้า" แมนฯ ซิตี้ บุกถล่ม "นกขมิ้นเหลืองอ่อน" นอริช 6-1 ตามจ่าฝูงพรีเมียร์ลีก 2 แต้ม

              ศึกเอฟเอ คัพ รอบรองชนะเลิศวันเสาร์ที่ 14 เมษายน "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล ลงสนามพบ "ทอฟฟี่สีน้ำเงิน" เอฟเวอร์ตัน ในเกมเมอร์ซีไซด์ดาร์บี้แมทช์ ที่สนามเวมบลีย์ กรุงลอนดอน โดยเกมนี้ เคนนี ดัลกลิช ผู้จัดการทีมลิเวอร์พูลส่ง แอนดี คาร์โรลล์ ลงเป็นกองหน้าตัวจริงร่วมกับ หลุยส์ ซัวเรซ ขณะที่ เอฟเวอร์ตัน ก็เอา นิกิชา เยลาวิช กลับมาเป็นตัวจริงรวมทั้งได้ ดาร์รอน กิบสัน กลับมาช่วยในแดนกลาง
   
              เกมในช่วงแรกเป็น ลิเวอร์พูล ที่เดินเกมรุก และหาโอกาสลุ้นประตูได้ก่อน แต่ก็ยังไม่เฉียบคมนัก จนผ่าน 15 นาทีแรกไปแล้ว เอฟเวอร์ตัน เริ่มจะเล่นเกมของตัวเองได้ นาทีที่ 24 ก็ได้ประตูนำไปก่อนจากบอลยาวและกองหลังของลิเวอร์พูล ผิดพลาดเอง เจมี คาร์ราเกอร์ สกัดบอลไปติดหน้าอก ทิม เคฮิลล์ บอลมาเข้าทางให้ นิกิชา เยลาวิช ยิงโล่งๆ ผ่าน แบรด โจนส์ เข้าไปเป็น 1-0 และลิเวอร์พูลก็ยังทวงประตูคืนไม่ได้จนจบครึ่งแรก
   
              ครึ่งหลังกลับมาเล่นถึงนาทีที่ 62 ลิเวอร์พูลตามตีเสมอได้ ซิลแวง ดิสแตง ส่งกลับหลังพลาดบอลเบาเกินไปทำให้ หลุยส์ ซัวเรซ ได้บอลหลุดเดี่ยวไปยิงผ่าน ทิม โฮเวิร์ด เข้าไปง่ายๆ เป็น 1-1 และก่อนหมดเวลา 3 นาที ลิเวอร์พูล มาแซงได้ประตูชัยจากลูกฟรีคิกทางซ้าย เครก เบลลามี ตัวสำรองเปิดบอลให้ แอนนี คาร์โรลล์ โหม่งเช็ดที่เสาแรกไปเข้าเสาไกล จบเกม ลิเวอร์พูล ชนะ 2-1 ได้เข้าชิงชนะเลิศกับผู้ชนะระหว่าง สเปอร์ส กับ เชลซี
   
              ขณะที่ศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ "เรือใบสีฟ้า" แมนฯ ซิตี้ รองจ่าฝูงออกไปเยือน "นกขมิ้นเหลืองอ่อน" นอริช ที่รอดพ้นการตกลงแน่นอนแล้ว โดย โรแบร์โต มันชินี กุนซือทีมเยือนยังส่ง 3 แนวรุกอย่าง คาร์ลอส เตเบซ, ดาวิด ซิลบา และเซร์ริโอ อเกโร ลงสนามเป็นตัวจริงอย่างต่อเนื่อง
   
              เกมช่วงแรกเป็น นอริช ที่เปิดเกมบุกสู้แบบได้ลุ้น นาทีที่ 7 แอนดี พิลคิงตัน ลากบอลเข้าไปยิงในเขตโทษ บอลหลุดกรอบแบบได้ลุ้น จากนั้นนาทีที่ 15 แกรท์ โฮลท์ ได้โหม่งจากระยะไม่กี่หลาผ่าน โจ ฮาร์ท ไปแล้ว แต่ยังมี โจเลน เลสคอตต์ ที่โหม่งสกัดคาบเส้นออกมา
   
              ถึงนาทีที่ 18 เป็นแมนฯ ซิตี้ ที่เฉียบคมกว่ายิงออกนำได้ก่อน ดาวิด ซิลบา จ่ายทะลุให้ คาร์ลอส เตเบซ หลุดไปทางขวาก่อนตัดสินใจยิงจากกรอบเขตโทษบอลเลี้ยวผ่านนายทวาร จอห์น รัดดี เข้าไปเป็น 1-0 จากนั้นนาทีที่ 27 ทีมเยือนได้ประตูห่างไปอีก เซร์คิโอ อเกโร ให้บอลเข้าเขตโทษ เตเบซ ตอกลูกส้นกลับมาให้ อเกโร ซัดเข้าทางเสาแรก จบครึ่งแรก แมนฯ ซิตี้ บุกมานำ 2-0 แต่ครึ่งหลังนาทีที่ 51 นอริช ตีไข่แตกได้ ฮาร์ท ออกมาตัดบอลไม่ดีเข้าทาง แอนดรูว์ เซอร์แมน ยิงสวนเข้าไปเป็น 1-2
   
              แต่แมนฯ ซิตี้ ก็ยังมีความเฉียบคม นาทีที่ 73 ได้ประตูห่างไปอีก ยาย่า ตูเร ยิงจากกรอบเขตโทษ จอห์น รัดดี ปัดมาเข้าทางให้ เตเบซ โหม่งซ้ำเป็น 3-1 ก่อนที่อีก 2 นาทีต่อมาทีมเยือนยังมาได้ประตูเพิ่มอีก อเกโร ได้บอลในเขตโทษทางซ้ายก่อนจะยิงโค้งเข้าเสาไกล เป็น 4-1 และนาทีที่ 80 เตเบซ ยังได้บอลส้มหล่นหลุดเดี่ยวไปแตะหลบ รัดดี ก่อนยิงสู่ประตูโล่งๆ และนาที 90 จากแอนดี จอห์นสัน จบเกม แมนฯ ซิตี้ บุกมาชนะ 6-1 มีเป็น 77 แต้มจาก 34 นัด ตามหลัง แมนฯ ยูไนเต็ด เหลือเพียง 2 แต้ม
   
              ด้านเกมคืนวันอาทิตย์ที่ 15 เมษายน ศึกเอฟเอ คัพ รอบรองชนะเลิศ มีโปรแกรมฟาดแข้งเพียงคู่เดียวเหมือนกัน โดยเป็นศึกแห่งศักดิ์ศรี "ลอนดอนดาร์บี้แมทช์" ระหว่าง "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี พบ "ไก่เดือยทอง" สเปอร์ส ที่สนามเวมบลีย์ เวลา 24.00 น. นัดนี้ โรแบร์โต ดิ มัตเตโอ กุนซือเชลซี จะหมดสิทธิใช้งาน บรานิสลาฟ อิวาโนวิช ที่ติดโทษแบน แถมยังต้องเช็กความฟิตของ แอชลีย์ โคล ที่เจ็บข้อเท้า รวมทั้ง จอห์น เทอร์รี เจ็บซี่โครง
   
              ฝั่ง แฮร์รี เรดแนปป์ กุนซือ "ไก่เดือยทอง" ต้องรอเช็กความฟิตของ ยูเนส คาบูล และสกอตต์ ปาร์คเกอร์ ที่ยังมีปัญหาบาดเจ็บรบกวน แต่ก็น่าจะฟิตลงได้ทั้งคู่ ส่วนการวางเกมยังน่าจะมี เอมมานูเอล อดบายอร์ เป็นหัวหอกเดี่ยวไปก่อน และจะพยายามครองเกมในแดนกลางให้ได้โดยมี ลูกา โมดริช กับ ราฟาเอล ฟาน เดอร์ ฟาร์ท ทำเกมร่วมกัน