การเมือง : คอลัมน์เด็ด
วันพฤหัสบดีที่ 12 เมษายน 2555

เหลืออะไรเป็นหลักยึดบ้าง

เหลืออะไรเป็นหลักยึดบ้าง : เสรีภาพและความรับผิดชอบ โดย นายประชา ช้ำชอก aryusprateep@gmail.com

            ภาพข่าวบรรยากาศความสับสนวุ่นวายในระหว่างประชุมร่วมกันของรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่...) พ.ศ....ในสัปดาห์นี้ รวมทั้งการพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ สภาผู้แทนราษฎรเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
 
             หรือแม้แต่การสื่อสารแสดงความคิดในประเด็นต่างๆ ทางสังคมออนไลน์ หรือโลกอินเทอร์เน็ตก็ดี
 
             มีข้อสงสัยเหลือเกินว่า บ้านนี้เมืองนี้มีอะไร สิ่งใด สถาบันไหนหลงเหลือพอเป็นหลักยึด ที่ประชาชนคนทั้งประเทศพร้อมใจกันยอมรับนับถือบ้าง
 
             อย่าว่ากระไรเลย เมื่อแม้กระทั่งอำมาตย์ยังกล้าวิพากษ์วิจารณ์ ด่าทอกันโดยไม่กลัวหัวขาดได้เสียแล้ว จะไปหลงเหลืออะไรอีก
 
             ฝ่ายค้านนั่นล้มละลายมาแต่เป็นรัฐบาลก่อนแล้ว ถูกดูถูกดูแคลนเหยียดหยามโดยเปรียบเสมือนเป็นแมลงสาบ
 
             ศาล ไม่ว่าจะเป็นศาลยุติธรรม ศาลรัฐธรรมนูญ ถูกตั้งข้อกล่าวหาว่า สองมาตรฐาน องค์กรอิสระทั้งหลายต้องครหาว่าถูกบงการโดยผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญบ้าง อำมาตย์บ้าง กองทัพถูกโจมตีว่าเป็นเครื่องมือในการเข่นฆ่าสังหารประชาชน
 
             พระสงฆ์องค์เจ้าก็ไม่ละเว้น ไม่ชอบใจขึ้นมาก็ด่าสาดเสียเทเสีย หาว่าเป็นตุ๊ดเป็นแต๋ว
 
             ครูบาอาจารย์ นักวิชาการก็ถูกสาดสีกล่าวหาว่าเลือกข้าง สื่อมวลชนก็ถูกกระชากลากไส้ ตราหน้าว่าไม่เป็นกลาง
 
             ทุกสถาบัน ทุกองค์กรต่างบอบช้ำจนแทบสิ้นสภาพ ไร้พลังในการตรวจสอบ-ถ่วงดุล อันถือเป็นหลักการหัวใจสำคัญของการปกครองระบอบประชาธิปไตย ในฐานะที่เป็นหลักประกันสิทธิเสรีภาพ ผลประโยชน์ของประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย
 
             ไม่ใช่เพราะระบบตรวจสอบถ่วงดุลถูกทำลายจนอ่อนแอหรอกหรือ รัฐบาลจึงย่ามใจ ลุกลี้ลุกลนพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญปรองดอง โดยมิไยที่ใครจะทักท้วงทัดทาน ไม่ทันไรก็ตั้งท่าเตรียมการผลักดันกฎหมายนิรโทษกรรมความผิดตามมา
 
             อยากจะแก้ไขรัฐธรรมนูญยกร่างขึ้นมาใหม่ก็รีบร้อนรวบรัดดำเนินการกันราวกับวันนี้วันพรุ่งโลกจะแตกถล่มทลายแล้วหรืออย่างไรก็ไม่ทราบ
 
             ใครไม่เห็นด้วยได้แต่ทำตาปริบ ดูเสียงส่วนใหญ่เขาถือเอา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และนักการเมืองเพื่อไทยเป็นหลักยึด มองเห็นเป็นหลักชัย
 
             หายใจเข้าออก ตะบี้ตะบันทำทุกอย่างเพื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แท้ๆ แต่ปากกลับร้องตะโกน ป่าวร้องให้คนอื่นก้าวข้าม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
 
             นักการเมือง ฝ่ายค้านทัดทานตามหน้าที่ก็เห็นเป็นแค่ความคิดอ่านของพวกแมลงสาบ ปรามาสเป็นฝ่ายปฏิกิริยาล้าหลัง คอยขัดขวางการปรองดอง สื่อมวลชนนำเสนอข่าวสารให้ปรากฏโดยวิชาชีพ ก็ว่าไม่เป็นกลาง นักวิชาการคัดค้านไม่เห็นด้วยโดยหลักการและเหตุผล ก็เย้ยหยันเป็นสลิ่ม
 
             สภาพการณ์เช่นนี้น่าสงสัยว่า จะนำพาไปสู่ความปรองดองได้อย่างไร