การที่คนไทยจะอ่านหนังสือปีละกี่เล่มนั้น พูดกันตามจริงแล้ว ไม่ได้มีความสำคัญเท่ากับการที่คนไทยอ่านหนังสืออะไร? เพราะหนังสือดีๆ เพียงเล่มเดียว ย่อมมีคุณค่าและความหมายต่อชีวิตมากกว่าการอ่านหนังสือที่ไร้สาระเป็นร้อยเป็นพันเล่ม
ถ้าถามว่าคนเราจะได้อะไรจากการอ่านบ้าง? ประการแรกก็คือได้ศึกษาความรู้ ความคิด ทัศนคติ และประสบการณ์ของผู้เขียน ซึ่งสิ่งต่างๆ ดังกล่าวเป็นทรัพยากรทางปัญญาที่มีค่าเป็นอย่างมาก เพราะกว่าจะตกผลึกออกมาเป็นผลงานชิ้นเอกได้ ย่อมต้องผ่านกระบวนการต่างๆ ที่สลับซับซ้อน และใช้เวลาอย่างมากมาย ประการที่สองซึ่งผู้อ่านจะได้รับก็คือ สภาวการณ์ของสังคม เศรษฐกิจ การเมือง ฯลฯ ซึ่งปรากฏอยู่ในหนังสือเล่มนั้นๆ จัดเป็นบันทึกในเชิงประวัติศาสตร์ ซึ่งทำให้ทราบว่าในแต่ละยุคแต่ละสมัยนั้นมีเหตุการณ์สำคัญใดๆ เกิดขึ้นในบ้านเมืองบ้าง และผู้คนมีชีวิตความเป็นอยู่อย่างไร ประการสุดท้ายก็คือจินตภาพ ความเพลิดเพลิน อารมณ์สะเทือนใจ ซึ่งเกิดจากวรรณศิลป์ และชั้นเชิงการประพันธ์ของผู้เขียน ซึ่งทั้งสามประการนี้เป็นสิ่งที่หนังสือแทบทุกเล่มควรต้องมี แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกเล่มจะดีเหมือนกันหมด ดังนั้น ความเป็นหนังสือดีหรือไม่ดีจึงอยู่ที่แก่นของเรื่อง และเนื้อหาของเรื่องนั้นๆ ด้วย
อิทธิพลของหนังสือนั้นมีอยู่จริง ดังเช่นหนังสือเรื่อง Otezubiza สามารถทำให้โจเซฟ สตาลิน ใฝ่ฝันที่จะเป็นอย่างตัวละครเอกคือโคบา ที่เป็นโจรปล้นคนรวยมาช่วยเหลือคนจน เหมา เจ๋อ ตุง ในวัยเด็ก เป็นคนที่กระหายการอ่านหนังสือมาก แม้จะต้องทำงานหนักในเวลากลางวัน แต่ตกกลางคืนเขาจะแอบอ่านหนังสือ ด้วยการอุดอู้อยู่ในห้องแคบๆ ที่หน้าต่างถูกปิดด้วยผ้าห่มเพื่อไม่ให้แสงสว่างจากตะเกียงเล็ดลอดออกไปภายนอก อับราฮัม ลินคอล์น ซึ่งไม่เคยผ่านการศึกษาในโรงเรียน แต่ก็เดินทางเป็นระยะทางไกลๆ เพื่อไปยืมหนังสือจากห้องสมุดมาอ่านเป็นประจำ และการอ่านก็ทำให้ลินคอล์นมีความคิดที่กว้างไกล ดังนั้น การอ่านจึงเป็นการสร้างแรงบันดาลใจเพื่อจุดประกายความคิด และผลักดันให้นำพาความคิดนั้นไปสู่จุดหมายที่ตั้งไว้
และคุณอาจไม่เชื่อว่า หนังสือบางเล่มสามารถเปลี่ยนความคิด ความเชื่อของมนุษย์ และเปลี่ยนแปลงโลก เช่น “อินเตอร์พรีเตชั่น ออฟ ดรีมส์” ซึ่งซิกมันด์ ฟรอยด์ ได้จากการวิเคราะห์ความฝันของผู้ป่วย “คำสอนของขงจื้อ” ที่ว่ากันว่ามีผู้อ่านมากที่สุดในโลก และมีอิทธิพลต่อวิธีคิดและวิถีชีวิตของคนจีนจากอดีตถึงปัจจุบัน “ผลงานวิจัยของเซอร์ไอแซ็ก นิวตัน” ที่ปฏิวัติความคิดทางฟิสิกส์ เรื่องของโลกและจักรวาล ซึ่งแต่เดิมอยู่ภายใต้ความเชื่อทางศาสนา เป็นต้น
คุณผู้อ่านครับ วันพฤหัสบดีที่ 29 มีนาคม - วันอาทิตย์ที่ 8 เมษายน 2555 มีเทศกาลสำคัญสำหรับคนที่รักหนังสือ นั่นคืองานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 40 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ภายในงานมีกิจกรรมและการออกร้านจำหน่ายหนังสือเช่นที่เคยมีมาเป็นประจำทุกปี นับเป็นโอกาสทองของนักอ่านที่จะได้เลือกสรรและซื้อหาหนังสือตามที่ตนชื่นชอบ
แม้ว่าหลายๆ คน ที่เผชิญกับอุทกภัยปีที่แล้ว จะยังไม่แน่ใจในสภาพการณ์ของน้ำในปีนี้ และยังขยาดกับการขนหนังสือหนีน้ำ หรือสะเทือนใจกับการที่เห็นหนังสือถูกน้ำท่วมเสียหาย แต่ก็อยากให้คิดว่าหากการได้ซื้อหนังสือเป็นสิ่งที่ทำให้คุณมีความสุข และการได้อ่านหนังสือดีๆ สักครั้งหนึ่งในชีวิต ช่วยเติมเต็มความคิด ความฝัน และความหวังของคุณ ก็น่าจะคุ้มค่าแล้วกับความสุขและความคิดฝันต่างๆ ของคุณ โดยไม่ต้องไปกังวลว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับหนังสือเล่มนั้นในอนาคต
สำหรับกิจกรรมที่น่าสนใจบางกิจกรรมในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติปีนี้ มีดังนี้ครับ
วันเสาร์ที่ 31 มีนาคม 2555 เวลา 14.30-17.00 น. ห้องมีตตี้งรูม 4 เป็นงาน “20 ปี แพรวสำนักพิมพ์” พบกับนักเขียนซีไรต์ เช่น อัศศิริ ธรรมโชติ, ไพวรินทร์ ขาวงาม, งามพรรณ เวชชาชีวะ, อุทิศ เหมะมูล และนักเขียนรุ่นใหม่ อย่าง นิ้วกลม, อนุสรณ์ ติปยานนท์ ฯลฯ
วันอาทิตย์ที่ 1 เมษายน 2555 เวลา 09.30-16.30 น. ห้องมีตตี้งรูม 4 ของสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย ภาคเช้า เป็นการอ่านบทกวี เรื่องสั้น บทเพลง “ย้อนรำลึกวรรณกรรมหลากหลายในวิกฤติน้ำท่วม” โดย เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์, อดุล จันทรศักดิ์, นิภา บางยี่ขัน, ชมัยภร แสงกระจ่าง ฯลฯ
ภาคบ่าย เป็นการเปิดตัวหนังสือ “40 เรื่องสั้น 40 บทกวี 40 ปี สมาคมนักเขียนฯ” และเสวนากับนักเขียนเรื่องสั้น ประภัสสร เสวิกุล, นิรันศักดิ์ บุญจันทร์, อนุสรณ์ ติปยานนท์ และอุรุดา โควินทร์ ดำเนินรายการโดย ชมัยภร แสงกระจ่าง และเสวนากับกวี ไพวรินทร์ ขาวงาม, เรวัติ พันธุ์พิพัฒน์, ซะการีย์ยา อมตยา, อังคาร จันทาทิพย์ ดำเนินรายการโดย พิเชฐ แสงทอง
วันอังคารที่ 3 เมษายน 2555 เวลา 08.00-17.00 น. ห้องมีตติ้งรูม 3 งานประกาศผลและมอบรางวัลนานมีบุ๊คส์รีดดิ้งคลับ ปีที่ 11 และเปิดตัวนานมีรีดดิ้งคลับ ปีที่ 12 ฯลฯ
ขอเชิญร่วมกิจกรรมตามอัธยาศัยครับ