ละครการเมืองไทยเรื่องปรองดองฉบับปูแก้มแดง สนุกกว่าละครหลังข่าว เพราะมีตัวละครแบบ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ โผล่ออกมาเรียกเสียง(ฮือ)ฮานี่แหละ
อดีตนายทหารฉายา "ขงเบ้งกองทัพบก" มาพร้อมกับยารักษาโรคยี่ห้อ "คำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 66/2523" ที่มีสรรพคุณแก้ไขความขัดแย้งทางความคิดอุดมการณ์หรือสงครามกลางเมือง ด้วยมาตรการทางการเมือง ไม่ใช่ด้วยมาตรการกฎหมาย และมาตรการทางศาล
ในฐานะที่ผมอยู่ในเหตุการณ์หนึ่ง ซึ่งส่งผลสะเทือนให้คำสั่ง 66/2523 เกิดความขลัง และมีผลในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ก็อยากจะเล่าให้ฟังอีกครั้ง
คำสั่ง 66/2523 ไม่ใช่เอนไซม์บำบัดรักษาสารพัดโรค ที่โหมโฆษณากันครึกโครมในทีวีดาวเทียม ฉะนั้นผู้หยิบยกมาพูด ต้องเข้าใจสถานการณ์การเมือง-การทหารในห้วงเวลานั้นด้วย
ผมยังจำเหตุการณ์ในวันนั้นได้ดี สถานการณ์การสู้รบในเขตป่าเขา ฝ่ายต่อต้านรัฐตกเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำ "องค์กรปฏิวัติ" อยู่ในภาวะระส่ำระสายไปทั้งขบวน เนื่องจาก "พรรคพี่น้อง" ที่เคยเป็น "แนวหลังอันไว้วางใจได้" เกิดมีปัญหาขัดแย้งถึงขั้นรบราฆ่าฟันกันเอง
ในสภาพสับสนทางความคิด "ศูนย์การนำภาคอีสานเหนือ" พยายามต้านยุทธศาสตร์การเมืองนำการทหารของฝ่ายรัฐบาล ด้วยคำขวัญเชิงยุทธศาสตร์ "ทุกคนเป็นทหาร ทุกหน่วยงานประสานการรบ และหนุนช่วยสงคราม"
มีการจัดตั้งฝ่ายเสนาธิการกรมผสมขึ้นมาเป็นผู้ชี้นำสงคราม ภายใต้ชื่อ "ยุทธการประเดิมชัย" ดำเนินการโจมตีเป้าหมายระดับอำเภอ เพื่อหวังโฆษณาทางการเมือง และตอบโต้ปฏิบัติการจิตวิทยาฝ่ายรัฐ
ผลการสู้รบก็ทำได้ตามเป้าหมาย แต่ไม่สามารถ "กดขวัญศัตรู ปลุกขวัญมวลชน" ขึ้นมาได้ตามที่วาดหวังไว้ ตรงกันข้าม นักรบกลับอ่อนล้าและสิ้นหวังกำลังใจ พากันทยอยทิ้งปืนทิ้งป่าเข้ามอบตัวต่อทางการ
มีคนวิจารณ์ว่า ผู้นำองค์กรปฏิวัติ "เกาไม่ถูกที่คัน" แทนที่จะตอบโจทย์เรื่อง "ปฏิวัติแบบใหม่" หรือจะยึดแนวทาง "ชนบทล้อมเมือง" ต่อไป? กลับมาออกคำสั่งให้ไพร่พลออกรบท่ามกลางความสับสนทางความคิด
สุดท้ายผู้นำเขตงานเล็กๆ เขตหนึ่ง ก็เข้าพบ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เปิดการเจรจาขอมอบตัวทั้งเขตงาน โดยมีเงื่อนไขว่า รัฐบาลต้องช่วยเหลือจัดสรรที่ดินทำกิน และสร้างที่อยู่อาศัยให้ในพื้นที่ใจกลางป่าเขตงานเก่า
เงื่อนไขต่อรองดังกล่าว ถูกคัดค้านจากฝ่ายความมั่นคงสายเหยี่ยวที่เห็นว่า ฝ่ายต่อต้านรัฐอ่อนแอเกินกว่าจะต่อรองได้ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไม่เห็นด้วยที่จะให้มีการตั้งหมู่บ้านกลางป่าสงวนแห่งชาติ
พล.อ.ชวลิต จึงล็อบบี้นายกฯ เปรม ให้ยอมรับข้อเสนอดังกล่าว เพื่อสร้างความขลังให้คำสั่ง 66/23 เพราะก่อนหน้านั้น มีการมอบตัวทีละคนสองคนตาม "นโยบายการุณยเทพ" ที่อิง "มาตรา 17 สัตตะ" (ไม่เอาผิดผู้กลับใจ) ของ พ.ร.บ.คอมมิวนิสต์ฯ จึงไม่สะท้อนความสำเร็จคำสั่งของป๋าเปรม
มีการสร้างฉากวันมอบตัวมอบใจให้เป็นการยุติสงคราม โดยเรียกว่า "วันสันติภาพ" และเรียกขานผู้เข้ามอบตัวว่า "ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย" แทนคำว่า "ผกค.กลับใจ"
พลันที่ข่าว ผกค.หลายร้อยชีวิตแบกปืนมามอบตัวแลกกับ "ที่ดิน 15 ไร่ บ้าน 1 หลัง" แพร่กระจายออกไป ก็ทำให้มีอีกหลายเขตงานเลือกเดินแนวทาง "ปืนแลกที่ดิน" และฝ่ายรัฐได้ขยายผลความสำเร็จของคำสั่ง 66/23 ทันที
เรื่องเล่าข้างต้นบอกให้รู้ว่า คำสั่ง 66/23 ที่สัมฤทธิ์ผลนั้น เพราะฝ่ายรัฐเหนือกว่าฝ่ายต้านรัฐอย่างเห็นได้ชัด มีเงื่อนไขการเมืองนอกประเทศที่เป็นปัจจัยบวกต่อฝ่ายรัฐ และเป็นปัจจัยลบต่อฝ่ายต้านรัฐ
หากดุลกำลังสองขั้วความขัดแย้งยังอยู่ในลักษณะ "ยัน" กันอยู่ นโยบายปรองดองแบบ 66/23 เกิดขึ้นมิได้อย่างแน่นอน