เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : คอลัมน์เด็ด
วันอังคารที่ 13 มีนาคม 2555

Chat&Share'เธอ-เขา-เรา-ผม'

คอลัมน์ eat play life : Chat & Share 'เธอ เขา เรา ผม' : โดย ... นันทขว้าง สิรสุนทร giengi@yahoo.com

          ถ้าผมเริ่มต้นเล่าว่า... มีเพื่อนคนหนึ่งที่คบกันมานาน และเขามีพ่อเผด็จการทุกอย่างในบ้าน เรื่องนี้คงไม่น่าสนใจนัก 

          ไม่น่าสนใจเพราะว่า ในพวกเราบางคน คงมีพ่อที่มีลักษณะแบบนี้ แต่พ่อของเพื่อนนี้แปลกออกไป ที่บ้านขาย CD แต่ไม่ชอบฟังเพลง บ้านที่ใช้อาศัย หลังใหญ่โตมีสนามหญ้า แต่ใจของเขา เหมือนไม่มีหน้าต่าง 

          นี่ยังไม่นับว่า ตอนเด็กๆ เวลาเพื่อนออกไปวิ่งเล่นเกินเวลาไปบ้าง พ่อของเขามักจับ “ล่ามโซ่” ให้เพื่อนๆ เห็นในชั้นล่าง แทนที่เขาจะได้สร้าง “บ้าน” กับพ่อ กลายเป็นว่าพอโตขึ้นมา ก็มีโลกเฉพาะ ไปสร้างอะไรกับใครอื่นในออนไลน์ ทำงานเสร็จ กลับบ้านและก็นั่ง “แชท” กับเพื่อนที่ไม่ต้องรู้จักทางอินเทอร์เน็ต 

          วันหนึ่ง เขาไปได้ยินเสียงเพลง the sound of silent ที่ประกอบหนัง the graduate ระหว่างเดินผ่านร้านขายหนัง DVD เลยถามว่า หนังเรื่องอะไร เพลงประกอบเพราะดี

          หนังที่เขาถามระหว่างเดินผ่านแผงหน้าลิโด้ คือภาพยนตร์คลาสสิกในปี 1967 แต่บังเอิญว่าเพลงปะะกอบ โดดเด่น แข็งแรง ไม่แพ้ตัวเนื้อหา ฉากที่เขาเห็นคือ ตอนต้นเรื่องที่ เบนจามิน (ดัสติน ฮอฟแมน) นั่งนิ่งเดียวดาย อยู่ในโลกส่วนตัวบนเครื่องบิน กล้องถอยออกมา ให้คนดูเห็นว่า เบนจามิน นั่งในเครื่องไม่ยุ่งกับใคร ไม่พูดคุย ไม่สนทนา ขังตัวเองอยู่ในโลกส่วนตัว สื่อสารกับใครไม่ได้ เพราะเขากับคนร่วมสมัย เหมือนอยู่คนละโลก

          เพื่อนคนนี้ มีลูกสาวอยู่ในชั้นประถมแล้ว เวลามารอลูกแถวโรงเรียนย่านสยาม มักจะชอบชวนผมไปกินกาแฟ นั่งคุยเรื่องนั้น เรื่องนี้ แล้วก็แอบบ่นว่า ลูกสาวตัวเล็กของเขา ติดแชททางบีบีมาก

          “ตอนยังไม่มี พอขึ้นรถก็คุยจ้อ พอแม่เขาซื้อให้ เดี๋ยวนี้อยู่ในรถ ก็ไม่คุยกับเขา เอาแต่ก้มหน้าใช้นิ้วเล่นบีบี แชทกับเพื่อนที่โรงเรียน ไม่รู้คุยอะไร ก็เพิ่งจากกันหน้าโรงเรียน” เขาบ่นลูกด้วยความน้อยใจ

          เห็นเพื่อนหงุดหงิดลูกสาว ผมก็ขำๆ เพราะก็เห็นมันทำให้พ่อแม่เคยโมโหมาก่อนตั้งแต่เด็กๆ แต่อีกด้านก็เห็นใจ เลยปลอบไปว่า ถ้าเขาไม่หลุดไปทำอะไรแย่ๆ มากไป ก็ยังอยู่ในสายตาของพ่อแม่ไม่ใช่เหรอ เพื่อนบอกว่า เขาเคยถามลูกว่า ทำไมไม่คุยกับเพื่อนด้วยเสียง มาเสียเวลาแชท ใช้นื้วทำไมถึงตรงนี้ ผมเลยอธิบายว่า มันไม่เหมือนกัน

          คนทุกยุคสมัยมันมีโลกของมัน และที่สำคัญคือ มีวิธีการของมัน ผมอธิบายว่า ตัวเองก็ไม่ได้ชอบพฤติกรรมที่ลูกสาวเพื่อนทำและเป็น แต่ถ้าลองถอยออกมาแล้วมองเข้าไป “การแชท” จะผ่านหน้าคอมพิวเตอร์ หรือบีบี ไอโฟน มันมีอารมณ์มันๆ ของมัน มีวิธีการสนุกของมัน และเป็น “โลก” อีกโลกหนึ่ง ที่บางทีคนแบบหนึ่ง หรือแบบอื่น ก็จะไม่เข้าใจ

          เพื่อนคือคนรุ่น generation X เกิดแถวๆ ปี 1965-1980 ย่อมมีโลกสื่อสาร ไม่เหมือนกับคนรุ่น Y ที่เกิด 1985-2000 ที่กำลังเติบโตมากับโลกที่คุยด้วย “นิ้ว”

          ผมชอบโลกของมนุษย์ที่คุยกันด้วยเสียง มองเห็นหน้ากันในความสัมพันธ์ แต่ขณะเดียวกัน เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป การคุยด้วยนิ้ว ก็สร้างอารมณ์ รสชาติ และความรู้สึกสนุกในแบบของมัน มีการรอ ที่เพื่อนจะตอบอะไรกลับมา ไม่ต้องปะทะตรงๆ จนเสียความเป็นส่วนตัว และไม่กินเวลาที่ต้องยกหูมาคุย ล่ำลา

          เชื่อไหมว่า การแชทกันทางนิ้วนี่แหละ กลายเป็นกรณีศึกษา (case study) ที่ถูกนักวัฒนธรรมทั้งลายนำไปตีความกันสนุกสนานว่า มันมีอารมณ์สนุก ความรู้สึกแบบหนึ่ง ที่ถ้าคุยกันตรงๆ จะไม่สามารถมีได้

          มันถึงเกิดคำว่า thump generation ที่ไม่ได้หมายถึงนิ้วโป้งอย่างเดียว แต่ศัพท์คำนี้มีมาราวๆ 10 ปี และเรียกมาจากพฤติกรรมที่ช่วงปี 2000 คนเราส่ง message หากัน ด้วยการใช้นิ้วโป้งกด แม้จะมีนิ้วไหนมาเพิ่ม อย่าลืมว่า นิ้วโป้งก็ยังมีบทบาทมากที่สุด

          เมื่อการสื่อสาร “คุยกันด้วยนิ้ว” มีบทบาทมากขึ้น โลกของการตลาด ของเทรนด์ไลฟ์สไตล์ และของการขายของออนไลน์ จึงต้องนำเอาคำว่า chat and share มาหย่อนคำลงไปในโฆษณา ขายควบคู่ไปกับอุปกรณ์ เทคโนโลยีอยู่หลายค่าย (สำนักล่าสุดก็คือ โฆษณาของค่าย ดีแทค)

          “แชท” อาจจะนำโด่งอยู่ แต่อย่าลืมว่า “แชร์” ก็ตามมาห่างๆ จากเฟซบุ๊ก ที่ค่อยๆ ก่อร่างสร้างตัว จนน่าจะบอกได้ว่า นับจากนี้เป็นต้นไป อะไรที่พอจะกลายเป็นสัญลักษณ์ บอกกับใครว่าทันสมัยหรือไม่ ก็ต้องดูไปที่ว่า บริษัทนั้น มือถือนั้น การสื่อสารนั้น มีแชทและแชร์หรือเปล่า

          “พฤติกรรมพวกแชทๆ แชร์ๆ อะไรนี่ มันจะมีเลิกไปไหม” เพื่อนผมถาม ก่อนจะกลับ “ไม่มีหรอก มันมีแต่จะมากขึ้น แต่ที่สุด เราก็เลี่ยงมันได้อยู่ดี” ผมตอบ

          เพื่อนพยายามจะหาเหตุผลมาถูไถข้างๆ คูๆ ว่า การแชทคุยกันทางเทคโนโลยี ยังไงก็ไม่ดี

          แต่ผมซึ่งก็ไม่ได้สนใจเรื่องพวกนี้มาก ก็ยังยืนว่า มันเป็นเรื่องของโลกที่เปลี่ยนไป และโลกที่มาแทนที่ ก็มีวิธีการคุย ในแบบของมันเอง รุ่นพ่อ ยังใช้วิธีล่ามโซ่นาย แทนการคุย...พระเอกเบนจามินในหนัง DVD ก็เลือกเงียบในเครื่องบิน แทนการสนทนากับผู้คน ...ลูกสาว เอาหลบเข้าไปอยู่ในการแชทและแชร์ ผ่านบีบี

          บางที โลกของคนสามแบบนี้

          ไม่เคยจะต่างกันตรงไหน ?

 

 

----------

(คอลัมน์ eat play life : Chat & Share 'เธอ เขา เรา ผม' : โดย ... นันทขว้าง สิรสุนทร giengi@yahoo.com)

----------

 

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง