บันเทิง : คอลัมน์เด็ด
วันอังคารที่ 6 มีนาคม 2555

เกาหลีกลับใจ

เกาหลีกลับใจ:มองผ่านเลนส์คม โดย... "จ๋า-ยศสินี น นคร"

          ยังจำวันที่โทรศัพท์ยังเป็นแค่โทรศัพท์ได้ไหมคะ วันที่โทรศัพท์มือถือไม่ได้มีแอพพลิเคชั่นล้านแปด มีแค่เกมงูน้อยเลื้อยไปเลื้อยมาก็สนุกแทบแย่
 
          วันที่โทรศัพท์มีไว้ใช้โทรเข้า-โทรออก และคอมพิวเตอร์มีไว้ใช้พิมพ์งาน เพื่อบันทึกลงฟล็อปปี้ดิสก์แล้วส่งต่อจากมือถึงมือ ทั้งหมดนั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเพียงแค่สิบกว่าปีที่ผ่านมาเท่านั้น แต่สำหรับเด็กๆ อายุสิบกว่าๆ ในสมัยนี้ สิ่งเหล่านี้ฟังดูเหมือนประวัติศาสตร์พงศาวดารที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กับยุคไดโนเสาร์เลยทีเดียว
 
          เพราะทุกวันนี้โทรศัพท์มือถือไม่ใช่แค่โทรศัพท์อีกต่อไป... แต่มันเปรียบประหนึ่งชีวิตของเราเลยทีเดียว แบตหมดเหมือนขาดใจอะ
 
          สิ่งที่เข้ามาเป็นปัจจัยที่ห้า คือ โซเชียลเน็ตเวิร์กนี่แหละ เรียงกันมาตั้งแต่ไฮไฟว์ เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ อินสตาแกรม โซเชียลคาเมร่า เรียกว่ากว่าจะเล่นหมดทุกอย่างก็แทบจะใช้เวลาทั้งวันปานประหนึ่งทำงานเต็มเวลา หนังสือหนังหาไม่ต้องสนใจกันแล้ว เดี๋ยวต้องกดไลค์ ถ้าใช่ต้องรีทวีต ตรงใจก็ต้องเม้นท์ ก่อนกินข้าวต้องถ่ายรูป เหนื่อยไหมไม่รู้ รู้แต่ต้องทำ
 
          บางทีที่เราเห็นผู้คนเอาจมูกติดจอโทรศัพท์ อาจไม่ได้หมายความว่าพวกเขากำลังคุยกับเพื่อนหรอกค่ะ แต่พวกเขาอาจกำลังอ่านเรื่องราว ”แซบเว่อร์” หรือ ”รูปส่วนตัว” จากเหล่าคนดังที่เขาชื่นชอบก็ได้  เพราะเราเองก็เคยเห็นเหตุการณ์ที่เป็นข่าว”หลุด” มาจากโซเชี่ยลเน็ตเวิร์กกันมานักต่อนักเพราะใช้กันอย่างผิดๆ แต่ในเวลาที่บ้านเมืองลุกเป็นไฟหรือจมอยู่ใต้น้ำ เราก็ได้โซเชียลเน็ตเวิร์กนี่แหละที่เป็นกำลังสำคัญในการกระจายข่าว
 
          ไม่ว่าจะใช้ถูกใช้ผิด คิดก่อนโพสต์หรือเม้นท์แค่สะใจ ต่อจากนี้ไปเราจะมากดไลค์กับเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในโลกไซเบอร์กันที่นี่ ขอบอกว่าอย่าพลาด ถ้าไม่อยากเอ้าท์...
 
          และหากไม่อยากเอ้าท์ วันนี้ลองมาอ่านเรื่องนี้กันก่อน เมื่อหลายวันก่อน เกือบจะเกิดกรณีพิพาทระหว่างประเทศเกิดขึ้นอีกเรื่องซะแล้ว ทำเอาเหล่าสาวกเค-ป๊อปของไทยใจแทบขาด เพราะถ้าเกิดพิพาทกันขึ้นมาจริงๆ แล้วสั่งห้ามกรี๊ดเกาหลี ชีวิตนี้จะอยู่ได้ยังไง!!!
 
          เหตุมันเกิดเมื่อศิลปินเกาหลีบอยแบนด์วงหนึ่งมาเยือนเมืองไทย แต่กลับให้สัมภาษณ์ถึงกรณีเยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วมของประเทศไทยอย่างไม่แคร์ แถมตลอดการสัมภาษณ์ยังพูดคุยหัวเราะกันเอง เหตุน่ะเกิดไปตั้งแต่ต้นปี แต่มาเป็นเรื่องราวใหญ่โตก็ด้วยโซเชี่ยล เน็ตเวิร์กนี่แหละค่ะ เริ่มจากมีคนโพสตคลิปการให้สัมภาษณ์นั้น แล้วก็เขียนข้อความแสดงอาการไม่พอใจ ทีนี้ยาวมาจนถึงนิชคุณ หนุ่มไทยที่ไปเป็นศิลปินเกาหลีที่ทนไม่ไหว ทวิตข้อความตำหนิและตักเตือนศิลปินรุ่นน้องพร้อมกันกับเพื่อนสมาชิกวงบ่ายสองโมงอีกสองคน ทีนี้ไม่ใช่แค่คนไทยไม่พอใจแล้ว คนเกาหลีเองก็ออกอาการไม่ปลื้มว่าทำไมไปทำกิริยาเช่นนั้น ทำให้ภาพลักษณ์คนเกาหลีดูไม่ดี
 
          กลายเป็นเรื่องใหญ่โตจนศิลปินบอยแบนด์วงนั้น ต้องออกมาแถลงการณ์ขอโทษกันเรียงตัว และตรงนี้แหละ คือประเด็นที่สะกิดใจฉันขึ้นมา คนเกาหลีเมื่อออกมาขอโทษ เขาขอโทษอย่างจริงจัง  พร้อมกับสัญญาที่ว่าจะปรับปรุงตัวให้ดีขึ้น ขอโทษจากใจ... ไม่มีข้อแก้ตัว
 
          ฉันสะท้อนมาถึงคนไทยในปัจจุบันนี้ที่เวลาทำผิด แล้วออกมาขอโทษ มักจะมีคำว่า ”แต่” ตามหลังมาเสมอ เช่น “หนูขอโทษที่ทำไปนะคะ แต่...” ซึ่งส่วนมากจะตามมาด้วยข้อแก้ตัวว่าตัวหนูนั้นจริงๆ ไม่ผิด หนูมีเหตุผลของหนู แต่ถ้าไม่พอใจกันก็... ขอโทษก็ได้!!!
 
          คำขอโทษเมื่อลงท้ายด้วยคำว่าแต่ ผลจะเป็นโมฆะทันที บางทีฉันก็อยากถามกลับไปบ้างว่า “ถ้าไม่ได้สำนึกผิด แล้วออกมาขอโทษทำไม” เพราะแทนที่จะทำให้ดูดี บางทีกลับจะทำให้มันแย่ลง คำขอโทษ คำขอบคุณ หรือแม้แต่คำบอกรัก จะมีคุณค่าและความหมาย ก็ต่อเมื่อมันกลั่นออกมาจากจิตใจ จากความรู้สึกที่แท้จริงเท่านั้น และเชื่อเถอะว่าคนฟังเขาฟังออกนะจ๊ะอีหนูทั้งหลาย...
 
          ฉันอ่านข้อความขอโทษของคนเกาหลีแล้วพูดตรงๆ ว่าชื่นชม อยากให้สิ่งเหล่านี้เป็นตัวอย่างให้เด็กไทยได้เอาตามอย่างบ้าง อย่ามัวแต่ก๊อบปี้ท่าเต้นกับทรงผมเขามา โอ...เค้??
...................
(หมายเหตุ เกาหลีกลับใจ:มองผ่านเลนส์คม โดย... "จ๋า-ยศสินี น นคร")

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ข่าวด่วน