การเมือง : ทัศนะบทความ
วันจันทร์ที่ 5 มีนาคม 2555

อากาศยานไร้คนขับแบบขึ้น-ลง

อากาศยานไร้คนขับแบบขึ้น-ลง ทางดิ่ง (VTOL-UAV): ตะลุยกองทัพ โดยทีมข่าวความมั่นคง

             การจัดงานแสดงนิทรรศการอาวุธยุทโธปกรณ์ หรืองาน Defense & Security 2012 ที่จะจัดขึ้นระหว่างวัน 5-8 มีนาคม 2555 ณ ศูนย์การแสดงสินค้าอิมแพ็ค เมืองทองธานี อาคารชาเลนเจอร์ 1 ซึ่งในปีนี้จะมีผู้นำทางทหาร 18 ประเทศ และมีบริษัทชั้นนำเกี่ยวกับยุทโธปกรณ์ จำนวน 212 บริษัท จาก 35 ประเทศ เข้าร่วมในการแสดงเขี้ยวเล็บในครั้งนี้ด้วย
   
             ขณะที่ประเทศไทยก็เตรียมผลงาน “ชิ้นโบแดง” เกี่ยวกับโครงการวิจัยการพัฒนาอากาศยานไร้คนขับแบบขึ้น-ลงทางดิ่ง (VTOL-UAV) ที่ถือเป็นอีก 1 ผลงานของคนไทยในการสร้างนวัตกรรมยุทโธปกรณ์ที่เข้ายุคกับสถานการณ์ปัจจุบัน และอนาคตหวังที่จะเป็นหนึ่งในการผลิตอากาศยานไร้คนขับแบบขึ้น-ลงทางดิ่ง ออกวางจำหน่ายในตลาดโลก
   
             พล.ร.อ.ยุทธนา ฟักผลงาม รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด และเป็นหนึ่งในผู้ร่วมปฏิบัติการโครงการวิจัยการพัฒนาอากาศยานไร้คนขับแบบขึ้น-ลงทางดิ่ง (VTOL-UAV) และเตรียมที่จะเปิดตัวในงาน Defense & Security 2012 เปิดเผยว่า อากาศยานดังกล่าวเป็นยุทโธปกรณ์สำคัญสำหรับปฏิบัติการทางทหารในปัจจุบัน และกำลังทหารทั่วโลกได้นำอากาศยานไร้นักบินมาใช้ได้ผลดีอย่างแพร่หลาย ตั้งแต่การตรวจการณ์ การสื่อสาร จนไปถึงการใช้อาวุธต่อฝ่ายตรงกันข้าม กองทัพไทยเองได้นำอากาศยานดังกล่าวมาใช้งานในหลายหน่วย และมีแนวโน้มที่จะมีความต้องการเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
   
             “โครงการดังกล่าวร่วมมือกันระหว่างกองทัพเรือ สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (สปท.) บริษัท เสรีสรรพกิจ จำกัด และบริษัท กษมา เฮลิคอปเตอร์ จำกัด โดยสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศจะเป็นผู้ลงทุนจำนวน 49 ล้านบาท เพื่อใช้เวลาในการปฏิบัติการ 18 เดือน เมื่อทำเสร็จจะได้อากาศยานไร้คนขับแบบขึ้น-ลงทางดิ่ง (VTOL-UAV) ที่เป็นตัวต้นแบบ และที่สามารถปฏิบัติงานจากเรือรบของกองทัพเรือที่มีขนาด 500 ตันได้ หลักการสำคัญในการวิจัยในครั้งนี้คือจะต้องใช้ขีดความสามารถในประเทศไม่ว่าจะเป็นบุคลากร หรือโรงงานที่มีอยู่ สร้างส่วนประกอบสำคัญที่เป็นหัวใจของระบบ แทนการจัดหาจากต่างประเทศ เพื่อให้สามารถพึ่งตนเองได้อย่างแท้จริง และสนับสนุนให้อุตสาหกรรมป้องกันประเทศเติบโตได้อย่างยั่งยืน”
   
             พล.ร.อ.ยุทธนาบอกว่า อากาศยานไร้คนขับแบบขึ้น-ลงทางดิ่ง จะมีคุณลักษณะพิเศษคือ จะมีกล้องวิดีโอสี และกล้องอินฟราเรดที่จับภาพในเวลากลางคืนติดกับอากาศยานจำนวน 2 ตัว และควบคุมการบินด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ในรัศมี 50 กิโลเมตร สามารถบินได้นานถึง 2.5-3 ชั่วโมง โดยที่น้ำมันอะไหล่พอที่จะนำอากาศยานกลับสู่ฐานที่ตั้ง ณ จุดเริ่มทำการบินได้อย่างแม่นยำ ทั้งนี้โครงการวิจัยอากาศยานไร้คนขับแบบขึ้น-ลงทางดิ่ง เพื่อช่วยในการค้นหาเป้าหมายจากอากาศลงมาสู่ภาคพื้นดิน สามารถทำงานได้ทั้งบนบก และ ทะเล นอกจากนี้ยังสามารถพิสูจน์ทราบถึงเป้าหมายได้
   
             “กองทัพเรือมีความต้องการอากาศยานไร้คนขับแบบขึ้น-ลงทางดิ่ง เพื่อไปใช้งานทางด้านการทหารคือการตรวจกระสุนตกของการยิงปืนใหญ่ เพราะเราสามารถนำอากาศยานดังกล่าวไปประจำการไว้ที่เป้าหมายโดยมีระยะห่างความปลอดภัยของอากาศยาน โดยเอากล้องไปล็อกไว้ที่ตัวเป้าหมายเพื่อตรวจสอบดูว่าอาวุธปืนใหญ่ที่ยิงไปนั้นมีความคลาดเคลื่อนแค่ไหนอย่างไร ซึ่งจะสามารถแก้กระสุนเพื่อให้ยิงได้ตรงเป้าหมาย โดยไม่ต้องใช้คน หรือเครื่องบินจริง เพราะจะได้ลดความเสี่ยงต่อการโจมตี ที่สำคัญอากาศยานดังกล่าวสามารถบันทึกข้อมูลเป็นแบบเรียลไทม์ได้ด้วย”
   
             พล.ร.อ.ยุทธนายังบอกอีกว่า อากาศยานดังกล่าวถูกออกแบบขึ้นมาว่าจะต้องขึ้นจากข้างหลังรถบรรทุกยีเอ็มซีของทหารได้ ในกรณีที่มีการลาดตระเวนทางถนนและทหารมีการสงสัยว่าภารกิจข้างหน้ามีอะไรแปลกปลอมอยู่ก็จะให้บินขึ้นเพื่อสำรวจภารกิจข้างหน้าว่ามีอะไรบ้างก่อนที่จะบินกลับมาลงโดยอัตโนมัติ นอกจากนี้ยังลาดตระเวนรอบฐานโดยไม่ต้องใช้กำลังพล โดยทุกอย่างควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งจะทำให้ลดความเสี่ยงในการถูกซุ่มโจมตีจากกลุ่มก่อความไม่สงบได้
   
             “อย่างกรณีสนามบินใหญ่ในการป้องกันความปลอดภัย เอารถขับลาดตระเวนดูว่ามีใครบุกรุกเข้ามาหรือไม่ หากมีระบบนี้ขึ้นมาก็ไม่จำเป็นจะต้องใช้แบบเก่า เพียงนำอากาศยานขึ้นบินโดยมีการกำหนดพิกัดจุดรั้วได้อย่างอัตโนมัติ ก่อนที่จะส่งภาพลงไปยังศูนย์ควบคุม นอกจากนี้กล้องที่อยู่ในอากาศยานทำได้ 2 โหมด คือโหมดอัตโนมัติ กล้องสามารถปฏิบัติการได้ทันทีตามที่คอมพิวเตอร์คำนวณให้ เพื่อไม่ให้ภาพที่บันทึกหายไป ทั้งนี้หากกล้องที่บันทึกภาพอยู่ตรวจสอบพบสิ่งผิดปกติ เราสามารถที่จะปลดการควบคุมอัตโนมัติเป็นแบบแมนนวลและกล้องสามารถกลับไปดูว่าตรวจสอบพบอะไร นอกจากนี้ยังสามารถล็อกภาพที่เราต้องการติดตามได้ด้วย”
   
             พล.ร.อ.ยุทธนากล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังนำมาใช้ประโยชน์ในทางพลเรือนได้อีกหลายประการ อาทิ การสำรวจพื้นที่ การตรวจความเรียบร้อยของสายไฟฟ้าแรงสูง ท่อส่งแก๊ส เขื่อน อ่างเก็บน้ำต่างๆ หรือแม้กระทั่งในการเกษตร เช่น การพ่นปุ๋ย หรือยาฆ่าแมลง ปัจจุบันการปฏิบัติการทางเรือที่เปลี่ยนแปลงไปของประเทศไทยเกิดภัยคุกคามรูปแบบใหม่ขึ้นมากมายในพื้นที่ทางทะเล โดยเฉพาะการแย่งชิงผลประโยชน์พื้นที่เหลื่อมทับทางทะเล ทางกองทัพจึงจำเป็นที่จะต้องมีอากาศยานดังกล่าวเพื่อปฏิบัติภารกิจที่สำคัญในอนาคต
   
             “กองทัพเรือไม่สามารถที่จะจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์มาใช้สนับสนุนการปฏิบัติภารกิจดังกล่าวได้สมบูรณ์ครบในทุกมิติได้ทำให้ต้องคิดค้นหาวิธีในการลาดตระเวน และตรวจการณ์ทางทะเลให้ครอบคลุมพื้นที่ที่ต้องการได้โดยไม่เพิ่มค่าใช้จ่ายมากขึ้นไปกว่าเดิม กองทัพเรือจึงมีแนวคิดในการวิจัยเพื่อพัฒนาระบบเฝ้าตรวจการณ์ทางทะเลที่จะทำให้เกิดความมั่นใจ และเห็นภาพเป้าหมายได้อย่างชัดเจนและแม่นยำ เพื่อพร้อมรับมือกับระบบอาวุธสมัยใหม่ที่ระยะยิงพิสัยไกลขึ้น และมีความแม่นยำมากขึ้นด้วย และที่สำคัญจะต้องตอบสนองภารกิจของกองทัพเรือได้อย่างแม่นยำและแท้จริง”

 

..........

(หมายเหตุ : อากาศยานไร้คนขับแบบขึ้น-ลง ทางดิ่ง (VTOL-UAV): ตะลุยกองทัพ โดยทีมข่าวความมั่นคง)

 

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง