'ยุทธศักดิ์'เชื่อปมแก้รธน.ไม่รุนแรง

'ยุทธศักดิ์' เชื่อปมแก้รธน.ไม่รุนแรง ตร.เข้มงวดคนเข้า-ออกรัฐสภา อ้างชงครม.เองเสนอ 'เฉลิม' หัวหน้าทีมบูรณาการข่าวกรอง

                  23 ก.พ.55 พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อพิจารณาญัตติการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีทั้งกลุ่มต่อต้านและสนับสนุน อาจจะนำไปสู่ความรุนแรงหรือไม่ ว่า ตนคิดว่าคงไม่มีอะไร เพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจมีความเข้มงวดอย่างมากในการให้ประชาชนเข้า-ออกที่รัฐสภา และตอนนี้ก็ยังไม่มีการข่าวใดๆที่จะระบุว่าจะนำไปสู่ความรุนแรง อีกทั้งตนเชื่อว่าคงไม่มีการปะทะกัน

 

"ยุทธศักดิ์" อ้างชงครม.เองเสนอ "เฉลิม" หัวหน้าทีมบูรณาการข่าวกรอง

                  พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคงให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ครม.มอบหมายให้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี เป็นหัวหน้าคณะทำงานบูรณาการและติดตามสถานการณ์บ้านเมืองและการดูแลความปลอดภัยของประชาชานและนักท่องเที่ยวว่า เนื่องจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แสดงความเป็นห่วงถึงสถานการณ์ระเบิด และเหตุการณ์ต่างๆที่เกี่ยวข้อง ซึ่งต้องมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงและขอให้มีการระมัดระวัง เอาใจใส่อย่างมาก รวมถึงกระทรวงต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางเข้า-ออกของนักท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงคมนาคม และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ต้องร่วมกันเอาใจใส่ด้วย

                  พล.อ.ยุทธศักดิ์ กล่าวต่อว่า ตนจึงเสนอในที่ประชุมครม.ว่าควรมีการบูรณาการงานการข่าวเพื่อปรับปรุงข้อมูลการข่าวร่วมกัน ตนเห็นว่า ร.ต.อ.เฉลิม กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) อยู่แล้ว ก็จะได้ประสานข้อมูลกับตำรวจในแต่ละท้องที่ด้วย ขณะที่ตนกำกับดูแลงานด้านการข่าวของทหาร ถ้าฝ่ายตำรวจและทหารได้มาบูรณาการการข่าวร่วมกัน จะเป็นผลดี จึงควรมาร่วมประชุมกันอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง โดยให้มีหน่วยการข่าวของตำรวจสันติบาล หน่วยการข่าวของทหาร ศูนย์รักษาความปลอดภัย สำนักข่าวกรองแห่งชาติ สภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) และหน่วยข่าวกรองของทหารแต่ละกองทัพ มาประชุมร่วมกันเพื่อระดมความคิดกัน

                  พล.อ.ยุทธศักดิ์ กล่าวว่า อีกทั้งตนเสนอให้ ร.ต.อ.เฉลิมเป็นประธานคณะทำงานดังกล่าว และในฐานะที่เป็นรองนายกรัฐมนตรี อันดับอาวุโสมากกว่าตน ตนจะเป็นฝ่ายสนับสนุน ส่วนการประสานการข่าวกับหน่วยข่าวของต่างประเทศนั้น ก็มีสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ดำเนินการและจะนำมาแลกเปลี่ยน เพื่อให้เกิดความคิดไปในทางเดียวกัน

                  เมื่อถามถึงกรณีที่มีการติดสติกเกอร์ “SEJEAL” ขยายวงกว้างในหลายพื้นที่ พล.อ.ยุทธศักดิ์ กล่าวว่า กำลังตรวจสอบอยู่ ส่วนที่มีการไปพูดกันว่าเป็นการติดในเส้นทางที่จะนำไปสู่จุดหมายอะไรไรต่างๆ นั้น มันก็ถือเป็นเรื่องแปลก เพราะคนที่จะกระทำการไม่จำเป็นต้องมีการมาชี้นำหรือชี้ทาง ทุกอย่างต้องรู้หมดแล้ว แต่การสร้างสัญลักษณ์ชี้ทางตนคิดว่าเป็นเรื่องของจิตวิทยา แต่ก็ต้องตรวจสอบกันว่าใครเป็นคนทำและทำเพื่ออะไร

                  เมื่อถามว่า ถือว่าฝ่ายไทยหลงทางหรือไม่ พล.อ.ยุทธศักดิ์ กล่าวว่า เราไม่ได้หลงทาง แต่เรากำลังติดตามอยู่ ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังสอบสวนอยู่ ขณะเดียวกันมันก็มีเพิ่มขึ้น ซึ่งตนเห็นว่าเจ้าหน้าที่ควรตรวจสอบจากกล้องวงจรปิดเพื่อสำรวจว่าใครเป็นคนมาติดสติ๊กเกอร์ดังกล่าว รวมถึงการที่มีคนไปเขียนภาษาอาหรับในที่ต่างๆนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร

                  เมื่อถามว่า เรื่องนี้ดูเหมือนว่าจะมีบางประเทศมาใช้สถานการณ์ในเมืองไทยให้เป็นประโยชน์ต่อตัวเองหรือไม่ พล.อ.ยุทธศักดิ์ กล่าวว่า คงจะมีอะไรเพิ่มเติม ดังนั้นเจ้าหน้าที่ในท้องที่ก็ต้องติดตามตลอด ตอนนี้เรามีทั้งข้อมูลเข้ามาเพิ่มเติมทั้งจากในและต่างประเทศ เห็นได้จากเราสามารถจับกุมตัวชายคนร้ายได้ที่สนามบินสุวรรณภูมิ โดยมีการตรวจดีเอ็นเอนยืนยัน ส่วนคนร้ายที่จะขอตัวจากประเทศมาเลเซียนั้น ขณะนี้ทางการมาเลเซียรอขั้นตอนการดำเนินการตามกฎหมายของไทยอยู่ แต่ก็ไม่มีปัญหา เพราะมาเลเซียให้ความร่วมมือกับเราดีมาก

                  รองนายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า การดำเนินการติดตามสอบสวนเรื่องเหล่านี้ต้องใช้ความอดทน มีการติดตาม และต้องมีความเข้มข้นมากขึ้นตั้งแต่นี้ไป และต่อไปนี้เราทิ้งเรื่องงานการข่าวไม่ได้ ต้องมีความเข้มข้นในการระแวดระวัง การตรวจตรา และการตรวจสอบต่างๆอย่างเข้มแข็งและเข้มงวดในทุกส่วน ซึ่งเรามีหน่วยงานต่อต้านการก่อการร้ายทั้งในส่วนของตำรวจและทหารอยู่ ถ้าเรามีการซักซ้อมและมีความตื่นตัวในการติดตามสถานการณ์ ตนคิดว่ามันจะไม่รุนแรงเพิ่มขึ้น

                  "เพราะถ้าต่างชาติรู้ว่าไทยเอาจริงเอาจังอย่างเข้มข้นในการป้องกัน เขาก็ไม่กล้าเข้ามาดำนินการอะไรในประเทศไทย แต่ถ้าเราหย่อนยานเมื่อไหร่ เขาจะต้องใช้พื้นที่ของประเทศเราเป็นประโยชน์ในการทำงานของเขา ส่วนการข่าวของต่างประเทศก็มีการส่งมาให้เราผ่านทางสายข่าวของเรา แต่เมื่อรับข่าวมาแล้ว เราพูดอะไรไม่ได้ เพราะถ้าเราพูดข้างหนึ่ง อีกข้างหนึ่งเราก็จะเสียมิตร เสียความเป็นเพื่อนกับอีกประเทศหนึ่ง ดังนั้นเมื่อแต่ละประเทศให้ข้อมูลเรามา เราก็ต้องมาประมวลเป็นข่าวของเรา" พล.อ.ยุทธศักดิ์ กล่าว

                  พล.อ.ยุทธศักดิ์ กล่าวว่า เราต้องระมัดระวังอย่างมากและทิ้งไม่ได้อีกต่อไปแล้ว เพราะแนวโน้มของการต่อสู้ระหว่างประเทศที่ไม่เป็นมิตรกัน มันไม่ใช่เป็นสงครามเย็นอีกแล้ว แต่กลายเป็นสงครามการก่อการร้ายในอนาคต เราจึงต้องปรับตัว วิธีการ ยุทธศาสตร์ และยุทธวิธีให้ทันกับแนวโน้มที่กำลังจะเกิดขึ้น ไทยจะเป็นศัตรูกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ได้ แม้เรารู้ว่าเขาจะไม่ถูกกัน เราต้องรรักษาความเป็นมิตรกับทั้ง 2 ประเทศเอาไว้ เหมือนกรณีของประเทศอินเดียที่เกิดเหตุระเบิด ซึ่งทำให้ทูตอิสราเอลได้รับบาดเจ็บ แต่อินเดียก็ไม่ยอมเสียมิตรกับอิหร่าน เพราะเขาต้องการรักษามิตรกับทุกประเทศไว้ ซึ่งเราก็ต้องรักษาตรงนี้ไว้เหมือนกัน แต่เราต้องเข้มงวดเพื่อไม่ให้ใครมาใช้พื้นที่ของเราอีกต่อไป