พรู่!!...รัฐมนตรีหลายคนคงจะห่อปากเป่าลมออกมาอย่างโล่งอก ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย พ.ร.ก. 2 ฉบับของรัฐบาลไม่ขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 184 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง
จากนั้นก็คงจะได้เห็นท่าทีของแต่ละคนออกมาบอกว่า น้อมรับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
ซึ่งก็น่าจะรวมทั้งคนที่ออกมาข่มขู่ ว่าหากไม่ผ่าน ต้องรับผิดชอบ ถ้าน้ำท่วมประเทศอีกครั้ง ฯลฯ ซึ่งเป็นท่าทีที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นกับประเทศที่มีรัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง มีรัฐมนตรีส่วนใหญ่มาจากผู้แทนราษฎร
ความกลัวว่าจะตกเก้าอี้มีมากกว่าการแสดงความเคารพในอีกสถาบันหนึ่งที่กติกาประเทศระบุไว้ให้เป็นที่สิ้นสุดและมีผลยึดโยงกับทุกฝ่าย ทำให้ธาตุแท้เผยออกมาโดยไม่รู้ตัว
แต่เอาเถอะ!.. เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยเช่นนี้ไปแล้ว รัฐบาลก็ไม่มีข้ออ้างใดๆ อีก หากปีนี้ถึงฤดูน้ำหลากแล้วจะไม่หลากเข้าท่วมบ้านเรือน ไร่-นา เพราะดันหลุดปากบอกศาลรัฐธรรมนูญไปในก่อนหน้าที่จะมีคำวินิจฉัย
เพราะถ้อยแถลงของศาลรัฐธรรมนูญนั้นเชื่อในเหตุผลของรัฐบาลว่า มีความจำเป็นเร่งด่วนในการฟื้นฟูและเยียวยาจากมหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้ว และเชื่อว่ารัฐบาลไม่ได้ตุกติกมีนอกมีใน หรือพยายามเล่นเกมการเมือง
แต่สิ่งที่เหนืออื่นใดก็คือศาลกำชับให้รัฐบาลดำเนินการ เมื่อกู้เงินมาแล้วก็ให้นำรายละเอียดไปชี้แจงต่อสภาภายใน 60 วัน
ประเด็นนี้เป็นบทบัญญัติในหมวด 8 ว่าด้วยการเงิน การคลังและงบประมาณของรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ที่ฝ่ายรัฐบาลชิงชังและกำลังเดินเครื่องแก้ไขใหม่ทั้งฉบับ
ที่น่าสนใจมากไปกว่านั้นก็คือ หมวด 8 ที่ว่านั้นมีบทบัญญัติที่มากกว่ารัฐธรรมนูญปี 2540 นั่นก็คือ มาตรา 170
บทบัญญัติในมาตรา 170 นั้นเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการใช้เงินนอกงบประมาณ เป็นการเพิ่มบทบัญญัตินี้เข้ามาเพื่อปิด "ช่องโหว่" ไม่ให้นักการเมืองหยิบเงินนอกงบประมาณจากที่นั่นที่นี่ไปใช้ตามอำเภอใจ หรือใช้ในพื้นที่ลงคะแนนเลือกพรรคตนเอง
จึงได้กำหนดให้หน่วยงานที่มีเงินนอกงบประมาณ ซึ่งก็รวมทั้งเงินกู้ให้รายงานรายละเอียดการกู้/เงินนอกงบประเภทอื่น การใช้ และผลจากการใช้ให้รัฐบาล แล้วรัฐบาลก็ต้องไปรายงานต่อรัฐสภา
นั่นก็คือหากรัฐบาลต้องการใช้เงินก็ต้องให้รัฐสภา หรือตัวแทนของประชาชนรับรู้ด้วย ว่ามีเหตุผลอะไร เอาไปใช้อย่างไร ใช้แล้วจะสัมฤทธิ์ผลหรือไม่
ไม่ใช่อ้างถึงอำนาจของฝ่ายบริหาร งุบงิบออกพระราชกำหนด เพื่อกู้เงิน หรือเบิกเงินนอกงบประมาณไปใช้นั่นนี่โดยที่ไม่มีใครรู้
มาตรา 170 ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันบอกว่า ทำอย่างนั้นไม่ได้แล้ว !
ความจริงเรื่องนี้น่าจะเป็นเรื่องปกติ ไม่เห็นจะต้องไปเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ เพราะโดยสามัญสำนึกแล้ว ฝ่ายบริหารจะต้องเคารพการทำหน้าที่ตรวจสอบของฝ่ายนิติบัญญัติอยู่แล้ว
แต่กติกาสังคมออกมาอย่างไร ก็สะท้อนให้เห็นภาพสังคมก่อนหน้านั้น !
ยิ่งเป็นกติกาที่ออกมาในภาวะที่ไม่เป็นปกติ ก็ย่อมจะออกมาเพื่อปิดกั้น แก้ไข หรือขัดขวางสิ่งที่ในช่วงนั้นเห็นว่า เป็นปัญหา
แต่ที่น่าแปลกก็คือ เมื่ออยู่ในภาวะปกติแล้วกลับไม่เลือกเดินในช่องทางที่ปกตินี่แหละ
เงินที่รัฐบาลเตรียมจะกู้ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นสกุลเงินบาท หรือต่างประเทศ ด้วยวิธีการออกพันธบัตร หรืออื่นใดนั้น จนถึงทุกวันนี้ กรอบการใช้เงิน 3.5 แสนล้านบาท ก็ยังไม่มีการเผยแพร่ให้แก่สังคมทั่วไป
คนอำเภอบางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา ก็ยังไม่รู้ชะตากรรมของตนเองว่า ที่รับสมอ้างให้บ้าน เรือกสวนไร่นาตนเองเป็นที่รับน้ำแล้วจะได้เงินชดเชยมากน้อยเท่าใด
ไม่นับถึงชาวนนทบุรี นครปฐม ยาวไปถึง สมุทรสาคร ที่มีแนวโน้มว่าจะถูกเลือกให้เป็นพื้นที่ที่น้ำไหลผ่าน
แล้วถ้าน้ำไหลผ่านมาจริง คนเหล่านั้นก็คงจะถามว่า ถ้า 3.5 แสนล้านบาทยังไม่พอ จะต้องกู้เงินมาอีกเท่าใดถึงจะพอ พอที่พวกเขาจะอยู่กันได้โดยที่ไม่ต้องแช่อยู่กับน้ำนานนับเดือน ไม่ใช่พอตราบที่รัฐบาลพอใจจะกู้
ข้อสงสัยเหล่านี้คือเหตุผลที่มีบทบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ เพื่อให้รัฐบาลได้ชี้แจง ตอบข้อซักถามในสภา
เพื่อจะได้บอกผ่านไปยังประชาชนที่ยังสับสนกับอนาคตของตนเองว่า รัฐบาลกำลังจะทำอะไร ค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ และจะส่งผลให้เกิดอะไรตามมา
ถ้าหากเชื่อมั่น-ศรัทธาในระบบรัฐสภา ก็ไม่ยากอะไรที่จะเข้าใจในเรื่องนี้
.........
(หมายเหตุ : 3.5แสนล้านยังไงก็ต้องชี้แจงสภา : ขยายปมร้อน โดย ศรายุทธ สายคำมี sarayut@nationgroup.com)