แจกแท็บเล็ต 9 แสนเครื่อง

แจกแท็บเล็ต 9 แสนเครื่อง ไม่ทำให้คุณภาพการศึกษาไทยดีขึ้น โดย...กมลทิพย์ ใบเงิน

                 3 องค์กร "ชมรมผู้สื่อข่าวการศึกษา สมาคมครูเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย และ ETVMAC" ผนึกกำลังจัดเสนาวิชาการในหัวข้อ "แท็บเล็ต 9 แสนเครื่อง เป็นเครื่องปฏิรูปการศึกษาได้จริงหรือ" เมื่อช่วงบ่ายของวันจันทร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ ที่ห้องประชุมอิสรา อมันตกุล สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิพม์แห่งประเทศไทย ถนนสามเสน กรุงเทพฯ

                  นับเป็นครั้งแรกที่  "ดร.ครรชิต  มาลัยวงศ์" ราชบัณฑิต นายกสมาคมครูเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย ปรากฏตัวในเวทีสาธารณะหลังจากรัฐบาลปู-ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ประกาศเดินหน้าแจกแท็บเล็ตนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 (ป.1) รับเปิดเทอม ปีการศึกษา 2555

                  จากเดิมในยุค "วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล" นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ตั้งงบประมาณในการจัดซื้อแท็บเล็ต ตามโครงการ One Tablet Pc Per Child  เอาไว้จำนวน 1,900 ล้านบาท   จัดซื้อแท็บเล็ตจำนวน 6 แสนเครื่อง ครั้นฟ้าเปลี่ยนสีรัฐมนตรีเปลี่ยนเป็น "ศ.ดร.สุชาติ  ธาดาธำรงเวช" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จากพรรคเพื่อไทยเหมือนกัน ประกาศลั่นจะจัดซื้อแท็บเล็ตเพิ่มเป็น 9 แสนเครื่อง แจกนักเรียนชั้น ป.1 และมอบหมายให้ดร.โอฬาร ชัยประวัติ เป็นผู้ดูแล

                  สังคมไทยเริ่มมีคำถามว่าการแจกแท็บเล็ตจำนวนมหาศาลจะทำให้คุณภาพการศึกษาไทยดีขึ้นหรือไม่ และเป็นการปฏิรูปการศึกษาหรือไม่ ด้วยเหตุนี้ "3 องค์กร" จึงได้จัดเสวนาวิชาการครั้งนี้ขึ้น ด้วยเจตนาบริสุทธิ์ เพื่อสะท้อนให้เห็นภาพชัดเจนมากขึ้น อีกทั้งเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเปล่าทางการศึกษ

                 เสวนาครั้งนี้ "3 องค์กร" ได้รับเกียรติจาก "ดร.วรกร คำสิงห์นอก" ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มาเป็นประธานในงานเปิดสัมมนาดังกล่าว และได้กล่าวใจความตอนหนึ่งว่า การแจกแท็บเล็ต 9 แสนเครื่องเป็นนโยบายของรัฐาบลของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เพื่อต้องการยกระดับการเรียนรู้ของเด็กไทย เป็นการส่งเสริมสนับสนุนเพิ่มเติมนอกจากตำราเรียน อีกทั้งเป็นการเตรียมความพร้อมให้เด็กและเยาวชนไทยก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียน 2558

                  ขณะที่ปรมาจารย์ด้านไอทีขั้นเทพ "ดร.ครรชิต  มาลัยวงศ์" ราชบัณฑิต และนายกสมาคมครูเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย  มองว่า ถึงนาทีนี้คงจะหยุดนโยบายแจกแท็บเล็ตไม่ได้ แต่เพื่อให้เกิดประโยชน์กับการศึกษาของไทย รัฐบาลควรจะเตรียมโครงสร้างรับรอง ตนเสนอให้กระทรวงศึกษาเป็นเจ้าภาพ โดยมีสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) เป็นองค์กรหลักในการดูแลด้านงบประมาณด้านการจัดซื้อ ด้านเนื้อหา ฯลฯ

                 "ขณะเดียวกันรัฐบาลควรเตรียมความพร้อมให้ครู พ่อแม่ ผู้ปกครอง  รวมถึงการสร้างเครือข่ายแท็บเล็ต ที่ต้องอาศัยอาจารย์ในมหาวิทยาลัยเป็นพี่เลี้ยงจัดอบรมครู โดยไม่ลืมความร่วมมือระดับนานาชาติ เพื่อเพิ่มความเชี่ยวชาญในการทำซอฟต์แวร์ เพราะเนื้อหาบางเรื่องไม่จำเป็นต้องผลิตเอง" ดร.ครรชิต ระบุ

                 ไม่เพียงเท่านั้น หากจะต้องซื้อถึง 9 แสนเครื่อง "ดร.ครรชิต " เสนอว่าถ้าซื้อจากต่างประเทศอาจไม่คุ้มทุน รัฐอาจจะร่วมมือกับต่างประเทศ หรือให้ภาคเอกชนไทยที่มีศักยภาพในการผลิตแท็บเล็ต ไม่ต้องนำเข้าแต่ผลิตในไทย จะช่วยลดต้นทุน ที่สำคัญจะเกิดการจ้างแรงงานในไทย นับเป็นการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน

                 อีกประเด็นที่ "ดร.ครรชิต" ตั้งข้อสังเกตว่า ไทยเลี่ยงไม่ได้ต้องใช้อีบุ๊กแต่อีบุ๊กต้องดิ้นได้ ดูมีชีวิตชีวาใกล้เคียงของจริง มีคุณภาพภายใต้การดูแลด้านเนื้อหาของนักวิชาการของสสวท.เพื่อป้องกันเนื้อหาที่เป็นพิษต่อเด็ก ยกตัวอย่าง สอนศิลปะต้องมีรูปภาพเด็กมองเห็น 360 องศาเพื่อดึงดูดความสนใจจากเด็ก แต่การแจกแท็บเล็ต 9 แสนเครื่อง ไม่ใช่การปฏิรูปการศึกษาและไม่ได้ทำให้คุณภาพการศึกษาของเด็กไทยดีขึ้น

                  รศ.พญ.นิตยา คชภักดี  ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย บอกว่า เด็กในวัย 6-8 ขวบมีความจำเป็นต้องเรียนรู้จากของจริง ได้สัมผัสได้พูดได้คุยกับคน ซึ่งหากนำแท็บเล็ตมาใช้กับเด็กกลุ่มนี้ กลัวว่าจะต้องเตรียมความพร้อมพ่อแม่ เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กตกเป็นเหยื่อ เพราะในทางกลับกันถ้าใช้ไม่เป็นจะส่งผลร้ายต่อพัฒนาการของเด็ก

                  "การที่เด็กคนหนึ่งจะต้องสัมผัสจอแท็บเล็ตตลอดเวลา เด็กจะสายตาสั้น สมองผิดปกติ คอเอียง เพราะเมื่อนั่งนานติดต่อกันหลายชั่วโมง เด็กกลุ่มนี้จะมีปัญหาการสื่อสารกับสิ่งมีชีวิตอย่างพ่อแม่ มีแนวโน้มจะเป็นโรคอ้วน-เตี้ย และหากเนื้อหาไม่ควบคุมโอกาสที่เด็กจะเสี่ยง หมอแนะนำว่าเด็กอายุ 3-4 ขวบควรเล่นไม่เกิน 1 ชั่วโมง หลังจากนั้นให้เด็กไปทำอย่างอื่น เช่น ออกกำลังกาย อ่านหนังสือ"  รศ.พญ.นิตยา กล่าว

นายวีรชน อังกาวี  ผู้จัดการฝ่ายวิจัย บริษัท โคกิริ เล่าว่า เกาหลีเป็นสังคมคลั่งเทคโนโลยี แต่ละปีเครื่องมือสื่อสารมีพัฒนาการรวดเร็วมาก เฉพาะไตรมาสแรกแท็บเล็ตโตถึง 300% ซึ่งเกาหลีได้นำแท็บเล็ตมาวิจัยใช้ในระดับอุดมศึกษาผ่านอีบุ๊ก ผลวิจัยพบว่านักศึกษาสนใจเล่นเกมมากเป็นอันดับหนึ่ง ซึ่งอาจจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เกาหลีไม่นำแท็บเล็ตมาใช้ในการศึกษา

                 อาจารย์วราภรณ์ ภาตั้งใจจริง รองผอ.ร.ร.ราชวินิต  เล่าว่า โรงเรียนเป็นตัวแทนภาคกลางนำร่องใช้แท็บเล็ต ซึ่งได้รับแจก 100 เครื่อง นำมาใช้กับนักเรียนชั้นป.1 และชั้นป.4 ห้องละ 40 เครื่อง ที่เหลือ 20 เครื่องเก็บไว้กองกลาง เวลาเรียนเวลาสอนก็จะมีอาจารย์จาก มศว มาดูแล ใน 1 วัน สอน 1 ชั่วโมง จะสอน 5 วิชาหลัก ภาษาไทย อังกฤษ สังคม คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และจะมีคุณหมอคอยวัดสายตาเด็ก ซึ่งถึงตอนนี้โครงการยังไม่สิ้นสุด จะเสร็จสิ้นในเดือนมีนาคม 2555

                 "เนื้อหาที่สพฐ.โหลดใส่แท็บเล็ตมี 300 กว่าเรื่อง แต่ไม่เหมาะสมกับพัฒนาการของเด็ก ควรจะมีหลากหลาย น่าจะเหมาะกับเด็กม.ปลายมากกว่า การที่ออกมาเปิดเผยครั้งนี้ต้องการให้สังคมรับรู้ข้อมูลความเป็นจริงเพื่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาไทย" รองผอ.ร.ร.ราชวินิต กล่าวทิ้งท้าย

                 นี่คือเสียงสะท้อนที่รัฐบบาลไม่ควรมองข้าม ก่อนเด็กไทย 9 แสนคนจะเป็น "หนูลองยา"

(แจกแท็บเล็ต 9 แสนเครื่อง ไม่ทำให้คุณภาพการศึกษาไทยดีขึ้น โดย...กมลทิพย์ ใบเงิน)

 

ข่าวอื่น ๆ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง