ปตท.ยันหั่นค่าการตลาดอีกปั๊มเจ๊ง

ปตท.มองราคาน้ำมันพุ่งสูงแค่ช่วงสั้น ชี้ปัจจุบันค่าการตลาดต่ำอยู่แล้ว หากรัฐกดลงอีกปั๊มอยู่ไม่ได้แน่ "ประเสริฐ" แนะควรทยอยเก็บภาษีน้ำมันและเงินเข้ากองทุนน้ำมัน

          นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ราคาน้ำมันตลาดโลกที่ปรับขึ้นทำลายสถิติในรอบ 9 เดือน น่าจะเป็นระยะเวลาเพียงช่วงสั้น จากปัญหาความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ส่งผลจิตวิทยาทำให้ราคาน้ำมันปรับเพิ่มขึ้น แต่เชื่อว่าหากไม่มีเหตุการณ์รุนแรงถึงขั้นทำสงครามราคาน้ำมันดิบจะไม่ปรับขึ้นไปถึงระดับ 140 ดอลลาร์สหรัฐ

          ส่วนกรณีที่รัฐบาลมีแนวคิดจะเจรจาให้ผู้ค้าน้ำมันปรับลดค่าการตลาดน้ำมันเพื่อลดผลกระทบให้แก่ผู้บริโภคนั้น นายไพรินทร์ให้ความเห็นว่า หากมีการปรับลดค่าการตลาดลงต่ำมาก จะทำให้ธุรกิจขายปลีกน้ำมันไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ เพราะปัจจุบันธุรกิจขายปลีกน้ำมันก็มีกำไรน้อยมากอยู่แล้ว 

          ด้านนายสรัญ รังคสิริ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ หน่วยธุรกิจน้ำมัน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปัจจุบันค่าการตลาดน้ำมันอยู่ที่ 1.30 บาทต่อลิตร ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ต่ำ หากจะให้ปรับลดลงอีกก็จะมีผลกระทบต่อผู้ค้าทุกราย โดยขณะนี้รายได้จากการขายน้ำมันไม่เพียงพอต่อการดำเนินธุรกิจ ดังนั้น ในปีนี้ ปตท.จึงได้มุ่งเน้นในธุรกิจนอกเหนือจากน้ำมันมากขึ้น เช่น การขยายสถานีบริการในประเทศเพื่อนบ้าน เพิ่มปริมาณการขายน้ำมันหล่อลื่น และธุรกิจยางมะตอย ซึ่งคาดว่าในปีนี้จะมีความต้องการยางมะตอยสูง เพื่อรองรับการฟื้นฟูความเสียหายจากน้ำท่วม 

          สำหรับกระแสข่าวที่บริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) จะขายกิจการในประเทศไทยนั้น มองว่าหากมีการขายจริง จะเป็นการขายธุรกิจทั้งหมด ทั้งโรงกลั่น และสถานีบริการน้ำมัน ซึ่ง ปตท.ไม่มีนโยบายเข้าไปซื้อกิจการดังกล่าว เพราะต้องการให้มีการแข่งขันในตลาดนี้ เพื่อไม่ให้มองว่า ปตท.เป็นผู้ผูกขาดในธุรกิจน้ำมัน แต่หากบริษัทลูกของ ปตท.จะสนใจเข้าไปซื้อ ก็เป็นเรื่องที่แต่ละบริษัทจะต้องพิจารณาเอง 

          ขณะที่นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางลุกลามถึงขั้นเกิดเป็นสงคราม และปิดช่องแคบฮอร์มุซ จะทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับขึ้นไปถึง 200 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล แต่จะเป็นเพียงสถานการณ์ชั่วคราว และถือว่ามีโอกาสน้อยมากที่จะเกิดเหตุการณ์รุนแรงเช่นนั้น เพราะนานาชาติคงไม่ยอมให้เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น 

          "หากรัฐต้องกลับมาเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันและเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ก็ถือเป็นเรื่องที่ถูกต้อง เพราะต้องหาเงินไปดูแลราคาเชื้อเพลิงอื่น แต่ควรดูจังหวะที่เหมาะสม และควรเป็นการทยอยจัดเก็บ เพื่อไม่ให้ผู้บริโภครับผลกระทบในช่วงที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกสูง" นายประเสริฐกล่าว