ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 17 ก.พ. 55 ดร.สมิทธ ธรรมสโรช ประธานมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ เปิดเผย ในระหว่างการลงพื้นที่ จ.ระนองว่า ทางมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติได้นำคณะลงมา จ.ระนองเพื่อจัดประชุมเสริมสร้างองค์ความรู้การจัดการภัยพิบัติทางธรรมชาติ และสร้างเครือข่ายการเตือนภัยในจังหวัดพื้นที่เสี่ยงภัยทั่วประเทศ โดยจะเริ่มใน จ.ระนอง
จุดประสงค์หลักของการจัดประชุมฯ เพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ และหลักการจัดการให้อยู่กับธรรมชาติอย่างมีความสุขแก่ชุมชน เพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้การจัดการภัยพิบัติทางธรรมชาติหลากหลายรูปแบบในท้องที่จังหวัดระนอง ซึ่งทางมูลนิธิกำหนดจัดเป็นจังหวัดแรก และจังหวัดพื้นที่เสี่ยงภัยอื่นๆ ทั่วประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในการสร้างเครือข่ายภาคประชาชนเพื่อการเตือนภัย และช่วยเหลือผู้ประสบภัยภายในชุมชนและระหว่างชุมชน โดยกลุ่มเป้าหมายหลักประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิในพื้นที่ แกนนำชุมชนหมู่บ้านในพื้นที่เสี่ยงภัย , องค์กรภาครัฐ , เอกชน รัฐวิสาหกิจ , องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคประชาชน
ดร.สมิทธ กล่าวต่อว่าในระยะ 10 ปี ที่ผ่านมาทุกภาคในประเทศไทยมักประสบปัญหาภัยพิบัติทางธรรมชาติเกิดขึ้นหลากหลายรูปแบบซึ่งปรากฏการณ์ภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นนั้น ส่วนใหญ่มีความรุนแรงก่อผลเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้คนมากกว่าในอดีต ทั้งนี้เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่สำคัญ คือสภาวะโลกร้อนที่มนุษย์เป็นผู้ก่อ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าได้ส่งผลกระทบเป็นปัจจัยเสริมทำให้ทั่วโลกเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติมีความรุนแรงยิ่งขึ้น ดังที่ปรากฏเป็นที่ประจักษ์ชัดในประเทศไทย
ปัจจุบันพบว่า มีภัยจากสภาพลมฟ้าอากาศที่วิปริต ภัยจากสภาพน้ำได้แก่ อุทกภัย ทั้งประเภทน้ำป่าไหลหลากพัดถล่มบ้านเรือนพังราบ หรือปริมาณน้ำมากไหลล้นตลิ่งไปท่วมพื้นที่ชุมชน และพื้นที่ทางการเกษตรเป็นบริเวณกว้าง คลื่นพายุซัดฝั่ง รวมถึงคลื่นยักษ์สึนามิ ภัยจากการเคลื่อนตัวของแผ่นดิน ได้แก่ดินโคลนถล่ม และแผ่นดินไหว รวมไปถึงภัยจากโรคเชื่อโรคระบาดต่างๆ
"จากพิบัติภัยที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ทางมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติได้พิจารณาแล้วเห็นสมควรจัดทำโครงการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องภัยพิบัติทางธรรมชาติทุกรูปแบบ ปัจจัยที่ทำให้เกิดภัย และแนวทางการจัดการภัยที่เหมาะสมให้เข้าถึงในรายละเอียดทุกด้าน ทุกประเด็นแก่ท้องถิ่นและชุมชนจังหวัดต่างๆ ที่มักประสบภัยธรรมชาติเป็นประจำ นอกเหนือจากการประกาศเตือนภัยที่ทำตามปกติ ซึ่งคาดว่าจะสามารถช่วยให้ชุมชนที่เสี่ยงภัยของแต่ละจังหวัดนั้นสามารถบรรเทาหรือลดความเสียหายกรณีมีภัยเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ"