ลึกซึ้งกว่ากันเยอะ

ลึกซึ้งกว่ากันเยอะ : ทางข่าว โดยศรายุทธ สายคำมี sarayut@nationgroup.com

             ว่าจะไม่เขียนถึงเรื่องราวที่ปราชญ์เขาพูด-เคลื่อนไหวกัน แต่ก็อดไม่ได้ที่จะเขียนถึงมาตรา 112 ทั้งที่รู้ว่าเรื่องนี้คนที่เข้าใจลึกซึ้งส่วนใหญ่ก็คงจะเป็นคนระดับนั้น                สถานการณ์บ้านเมืองหลังจากกระแสแก้มาตรา 112 ได้กระจายออกไป ก็เริ่มชัดเจนว่า ความเห็นที่แตกต่างก็เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว

     
                   ล่าสุด หมอตุลย์ ณ เสื้อหลากสี ที่ออกหน้าคัดค้านและตั้งโต๊ะล่าชื่อก็ประกาศว่า มีคนมาลงชื่อคัดค้านแล้วหมื่นกว่าคน
     
                   ก็ไม่รู้ว่าหมื่นกว่าคนนั้น ถ้าเอาเข้าจริง หากว่าสภาเกิดนึกสนุกเดินตามกลุ่มที่จะแก้มาตรา 112 ยกมือกันสลอนรับร่างแก้ไขไปพิจารณา ก็ไม่รู้ว่าที่ลงชื่อกันหมื่นกว่านั้น จะเดินหน้าท้าชนจนแตกหักกันซักกี่คน
     
                   เช่นเดียวกันกับผู้รู้ทั้งหลายที่เชื่อว่ามาตรา 112 คือ "ยาวิเศษ" หรือ "ยากระตุ้มต่อมฉลาดและความเท่าเทียม" หากว่าสภาไม่เห็นด้วยอย่างที่ดอกเตอร์กฎหมาย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประกาศว่า สภาไม่เอาด้วยแล้วเรื่องก็น่าจะจบนั้นจะเป็นอย่างไร
     
                   แต่คงไม่มีใครฟัง ดร.เฉลิม หรอก ดีไม่ดีจะกล่าวหา ดร.เฉลิม เสียด้วยซ้ำไปว่า ไปแอบอิงเจ้า หรืออาจจัดหมวดหมู่ให้ ดร.เฉลิม ไปอยู่ในกลุ่มที่แสวงหาประโยชน์จากการรักเจ้า...ไปโน่น
     
                   เพราะในวันนี้ ปราชญ์หรือท่านผู้รู้ทั้งหลายก็เพลิดเพลินเจริญใจจนเชื่อไปแล้วว่า คนที่ค้านคือพวกที่ได้ประโยชน์จากสถาบัน หรือไม่ก็พวกโง่เง่าเต่าล้านปี แล้วก็ไม่ได้คิดว่า ถ้ากลุ่มหนึ่งเดินหน้าจะแก้ไขแล้วเกิดปะทะกับกลุ่มคัดค้าน ก็มองแค่ว่า กลุ่มคัดค้านมันก็แค่มดปลวกพวกไร้สมอง มองไม่เห็นประชาธิปไตย
     
                   ทั้งที่ความจริงแล้วก็ยังมองไม่เห็นว่ามีหรือไม่มี มาตรา 112 มันจะทำให้บ้านเมืองดีขึ้นกว่าเดิมได้อย่างไร
     
                   เห็นแต่เพียงว่า การเลือกที่จะแตะเฉพาะมาตรานี้ทั้งที่รู้ว่า มันก็ต้องไปผ่านกระบวนการรัฐสภาอย่างที่ ดร.เฉลิม ว่าไว้นั่น มันมีบางอย่างที่อยู่เหนือความมุ่งมั่นที่คนบางกลุ่มเรียกว่า "ความหวังดีต่อสถาบัน"
    
                   เอาเข้าจริงมันก็อีหรอบเดียวกับความพยายามที่จะแก้ พ.ร.บ.กลาโหม เพื่อที่จะรื้อปรับย้ายเข้าไปมีอำนาจเหนือกองทัพนั่นแหละ
     
                  ปัญหาก็คือ ความพยายามเข้าไปจัดการกับกองทัพ นั่นเป็นเพราะเห็นว่า นั่นคือภัยคุกคามการเมือง เพราะเข็ดขยาดจากการยึดอำนาจเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 มาแล้ว
     
                  ถึงแม้ในวันนี้ นักการเมืองทั้งหลายยังจะแอบซุกอยู่ในเงามืด ไม่กล้าออกมาเผยโฉมว่าเอาด้วยกับการแก้ มาตรา 112 แต่ก็เป็นที่รับรู้กันว่ามีอยู่
     
                  เพียงแต่เป้าหมายมันลึกซึ้งกว่านักปราชญ์เจ้าปัญญากว่ากันเยอะ !