คนทรงเจ้าธิปไตย

คนทรงเจ้าธิปไตย : ประชาธิปไตยที่รัก โดย พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ (madpitch@yahoo.com)

              ท่ามกลางบรรยากาศอันร้อนระอุเรื่องการเมืองไทย โดยเฉพาะอาการจับแพะชนแกะกันเรื่องนิติราษฎร์ ผมกลับคิดว่าเรื่องที่สำคัญเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องการทำความเข้าใจกับสิ่งที่ผมเรียกว่า "คนทรงเจ้าธิปไตย" นี่แหละครับ

     
                   คำอธิบายนี้มีขึ้นเพื่อชี้ให้เห็นว่า บางทีข้อกล่าวหาว่าอาจารย์วรเจตน์หัวหน้าทีมนิติราษฎร์นั้นได้กระทำการล้มเจ้าหรือเนรคุณนั้นอาจจะไม่ได้เป็นเช่นนั้น
      
                   เพียงแต่ข้อเสนอของอาจารย์วรเจตน์นั้นได้ส่งผลสะเทือนไปยังระบอบคนทรงเจ้าธิปไตยเสียมากกว่า
     
                   พูดง่ายๆ ว่า อาจารย์วรเจตน์นั้นไม่ได้ล้มเจ้า แต่ล้มระบบคนทรงเจ้า (ธิปไตย) เสียมากกว่า
     
                   ดังนั้นคนรักเจ้าไม่ต้องกลัวข้อเสนอของนิติราษฎร์ครับ ข้อเสนอจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของระบอบคนทรงเจ้าเสียมากกว่า
     
                   และในขณะเดียวกัน ข้อเสนอของนิติราษฎร์ได้ทำให้เราเห็นปัญหาบางอย่างของสิ่งที่กำลังเป็นอยู่ ซึ่งเมื่อเข้าไปในสภาแล้ว ก็ยังสามารถถกเถียงเปลี่ยนแปลงได้ และเป็นการชี้ให้เห็นว่าเรื่องของการปกป้องสถาบันนั้นสามารถอภิปรายกันในสาธารณะได้ ทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย
     
                   เพียงแต่ระบบคนทรงเจ้านั้นตัดสินไปเลยว่าอย่าพูดเลยดีกว่า และตัดสินเลยเถิดไปถึงว่าถ้าพูดนั้นแสดงให้ว่าต้องการทำมากกว่าที่พูดและเสนอ รวมทั้งย้อนไปตัดสินถึงเรื่องเนรคุณอะไรเข้าไปอีก
     
                   ระบอบคนทรงเจ้านี้เป็นระบบที่ปิด และเป็นระบบที่อ้างตัวว่าเป็นสื่อกลางระหว่างสถาบันฯ กับประชาชน (คำถามก็คือใครจะเข้าไปอยู่ในระบบคนทรงเจ้านี้ได้บ้าง จะเข้าไปได้อย่างไร?)
     
                   ตรงนี้ต้องเข้าใจว่าประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่าไม่ต้องมีเครือข่ายและสถาบันอะไรที่อยู่ตรงกลางระหว่างสถาบันฯ กับประชาชนเลยไหม? คำตอบคือต้องมี แต่ต้องไม่ใช่ระบบคนทรงเจ้าแบบที่เป็นอยู่เสียมากกว่า
     
                   ระบบคนทรงเจ้านี่มีลักษณะพิเศษคือผูกขาดความจงรักภักดีเข้ากับเรื่องของความกลัว สองเรื่องนี้ไปด้วยกัน ด้วยวิธีคิดแบบเงื่อนไขว่า ถ้าไม่มีเรื่องนี้ ก็จะไม่มีเรื่องนั้น (ด้วยเหตุนี้) เรื่องนี้จึงเป็นสิ่งที่ดีที่สุดภายใต้เงื่อนไขที่เป็นอยู่
     
                   การผูกเรื่องราวต่างๆ เข้ากับความกลัวจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ ความกลัวจะเป็นตัวเร่งเร้าให้เกิดการยอมและการยอมรับโครงสร้างที่เป็นอยู่ แม้ว่าจะรู้สึกอึดอัดขัดข้องใจอยู่บ้าง ความกลัวจึงช่วยสร้างความยืดหยุ่นให้แก่ระบบคนทรงเจ้าให้ดำเนินต่อไป
     
                   ส่วนระบบการผูกขาดการจงรักภักดีนี้น่าสนใจมาก เรื่องเหล่านี้บางครั้งเรามองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่ก็ไม่ยากเกินกว่าที่จะตั้งคำถามว่า ระบบการผูกขาดความจงรักภักดีในรูปแบบของคนทรงเจ้านั้นมีรูปร่าง ขนาด และเครือข่ายมากมายขนาดไหน (แม้ว่าคำตอบจะยากเย็นแสนเข็ญก็ตาม) แต่ตรงนี้ต้องขอย้ำว่าระบอบคนทรงเจ้านี้ไม่ใช่เรื่องของคนรักเจ้า เพราะคนรักเจ้านั้นมีได้หลายหลากรูปแบบ ส่วนระบบคนทรงเจ้านั้นมีรูปแบบเดียว ต่างไปไม่ได้ จนบางครั้งก็ยากที่จะเชื่อว่าตกลงคนทรงเจ้านั้นติดต่อหรือล่วงรู้เรื่องราวต่างๆ ที่เขาอ้างอิงมามากน้อยแค่ไหน (แต่ที่แน่ๆ คือเขาได้ประโยชน์จากการทรงเจ้าอยู่มาก)
     
                   เรื่องราวของคนทรงเจ้าทำให้เราต้องเข้าใจความแตกต่างระหว่างธรรมเนียมประเพณี และประเพณีประดิษฐ์ใหม่ (invented tradition) ด้วยว่าธรรมเนียมประเพณีนั้นเป็นเรื่องของการเชื่อมประสานสังคม และที่สำคัญมีการปรับเปลี่ยนและเปลี่ยนแปลงได้ ขณะที่เรื่องของประเพณีประดิษฐ์ใหม่นั้นเป็นเรื่องที่อ้างอิงกับอดีต แต่เป็นการอ้างอิงเพื่อให้ไม่เกิดความเปลี่ยนแปลง (ไปในทางอื่น) ด้วยการกล่าวถึงการกระทำที่ซ้ำๆ และต่อเนื่อง ทั้งนี้เพื่อให้เกิดการตอบคำถามในวันนี้มากกว่าเรื่องราวที่มีอยู่เดิม (ดังนั้นการมีขึ้นจึงอยู่ในนามของการมีมานานและไม่เปลี่ยนแปลง ทั้งที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ สืบหาต้นตอได้) ในแง่ของการสร้างความชอบธรรมของการกระทำบางอย่างให้ดำรงอยู่ มากกว่าเรื่องของการเชื่อมประสานกัน
     
                   เรื่องนี้คิดดีๆ นะครับ เพราะว่าที่ผ่านมาเราเคยเริ่มวิพากษ์วิจารณ์กันอยู่บ้างแล้ว ว่าตกลงเราพูดเรื่องคนทรงเจ้าได้มากน้อยแค่ไหน แต่เราไม่ค่อยไปไกลถึงการหาคำตอบจริงๆ ในเรื่องนี้