มีคนกล่าวว่า ความทุกข์กับความสุขนั้นไม่ได้อยู่ห่างไกลกันมากมายอย่างที่เราคิด และเราก็สามารถเปลี่ยนความทุกข์ให้เป็นความสุขได้โดยไม่ยาก แต่ก่อนอื่นเราคงจะต้องมามองดูก่อนว่าเรามีความทุกข์ในเรื่องอะไร ซึ่งโดยทั่วไปแล้วความทุกข์เหล่านั้นมักจะมาจากการไม่ได้ ไม่ดี ไม่มี ไม่เป็น เช่นคนอื่น
การเอาคนอื่นเป็นตัวตั้งหรือเปรียบเทียบกับตนเองนั้น คือปฐมบทของความทุกข์ทั้งมวลโดยแท้ ยกตัวอย่างง่ายๆ ว่าถ้าเราอยู่ของเราเพียงลำพังไม่ยุ่งเกี่ยวกับคนอื่น เราก็อาจหาความสุขจากสิ่งที่เรามีเราเป็น แต่เมื่อใดก็ตามที่เราเริ่มวิสาสะกับชาวบ้าน เราก็จะเริ่มเปรียบเทียบสิ่งที่เรามี เราเป็น กับสิ่งที่เขามี เขาเป็น แล้วก็จะเริ่มรู้สึกว่าเราขาดแคลนสิ่งโน้นสิ่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นวัตถุอย่างไอแพด ไอโฟน โฮมเธียเตอร์ หรือรถยนต์รุ่นใหม่ ความขาดแคลนในสิ่งนั้นๆ เหล่านี้นี่แหละที่จะนำไปสู่ความทุกข์ ว่าทำไมเราถึงไม่มีหรือไม่เป็นอย่างเขา แต่ความทุกข์ที่หนักไปกว่านั้นก็คือการดิ้นรนขวนขวายหาสิ่งที่ทัดเทียมคนอื่น ซึ่งทำให้บางรายต้องเป็นหนี้เป็นสินรุงรัง หรือสถานะทางสังคม และตำแหน่งหน้าที่ต่างๆ
เป็นเรื่องที่น่าสังเกตประการหนึ่งว่า เราได้ถูกชาติตะวันตกทำให้เชื่อว่าความเจริญของผู้คนและบ้านเมืองนั้น ขึ้นอยู่กับจำนวนของวัตถุ โดยในสมัยก่อนคำนวณจาก จำนวนโทรศัพท์ ตู้เย็น วิทยุ หรือโทรทัศน์ กับจำนวนประชากร หากประชากรมาก แต่วัตถุน้อย ก็ถือว่าประเทศนั้นยังอยู่ในสภาพที่ยากจน ซึ่งวิธีที่จะพัฒนาตัวเองของประเทศดังกล่าวอย่างง่ายๆ ก็คือการเพิ่มจำนวนวัตถุให้มากขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าวัตถุต่างๆ เหล่านั้น ในเวลานั้นผลิตมาจากสหรัฐ และประเทศตะวันตก ดังนั้น ขณะที่ประเทศที่ยากจนมีดัชนีที่แสดงความเจริญเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ ประเทศผู้ผลิตสินค้าก็มีตัวเลขความร่ำรวยเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
อย่างไรก็ตาม ความเชื่อดังกล่าวย่อมจะไม่เป็นผล หากเราไม่ยอมรับในทฤษฎีที่ถูกตั้งขึ้น และแสวงหาวิถีทางซึ่งเหมาะสมให้แก่ตัวเอง ดังเช่นที่ประเทศภูฏานคิดดัชนีความสุขมาใช้แทนดัชนีความเจริญของตะวันตก ซึ่งตามความเป็นจริงแล้ว ภูฏานซึ่งจัดเป็นประเทศที่ยากจนประเทศหนึ่งของโลกหากวัดกันด้วยรายได้ประชาชาติหรือจำนวนวัตถุต่อจำนวนประชากร ย่อมไม่มีทางที่จะตามประเทศอื่นได้ทัน และจะเกิดความทุกข์ขึ้นทั่วไป แต่ภูฏานสร้างแนวคิดใหม่ว่าวัตถุไม่ได้มีความสำคัญต่อชีวิตเท่ากับ
ความสุข และความสุขนั้นก็ไม่จำเป็นต้องเกิดจากการมีวัตถุเสมอไป แต่อาจเกิดจากความสบายใจ การมีชีวิตที่ไม่เดือดเนื้อร้อนใจ และการพอมีพอกินต่างหาก เมื่อคิดได้เช่นนี้คนภูฏานก็กลายเป็นคนที่มีความสุขที่สุดในโลก ขณะที่คนตะวันตกก็เริ่มที่จะได้คิดว่าการครอบครองวัตถุนั้นบางครั้งกลับกลายเป็นเหตุแห่งความทุกข์ เช่นมีรถยนต์ก็ต้องมีรายจ่ายเรื่องน้ำมันที่มีราคาสูงขึ้นทุกวัน การคมนาคมที่ติดขัด ที่จอดรถ ค่าซ่อมแซม และอื่น ๆ จิปาถะ ดังนั้น ยิ่งมีมากก็ยิ่งมีทุกข์มากตามไปด้วย
ส่วนความสุขของคนเรานั้นจะมีได้ก็ด้วยการพอใจในสิ่งที่ตนมี ตนเป็น โดยไม่จำเป็นต้องเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น เมื่อคิดได้ดังนี้จิตใจก็จะไม่เป็นทุกข์ หรือดิ้นรนหาทุกข์ใส่ตัว ทั้งทุกข์และสุขนั้นอยู่ใกล้กันตามที่มีผู้กล่าวไว้ เพียงแต่เราจะเลือกในสิ่งไหน หรือจะมีมุมมองต่อเรื่องต่างๆ อย่างไร เท่านั้นแหละครับ