ก่อนอื่นขออธิบายชื่อคอลัมน์ ซึ่งเป็นชื่อเก่าที่เคยใช้ในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน เมื่อ 18 ปีที่แล้ว โดยผมหยิบยืมมาจากชื่อนวนิยายขนาดสั้นของอัลแบร์ กามู นักเขียนนักคิดชาวฝรั่งเศส ที่มีมุมมองแปลกใหม่ต่อความเป็นมนุษย์
ในนวนิยาย “มนุษย์สองหน้า” มีความโดดเด่นด้านการนำเสนอส่วนลึกของจิตสำนึกของมนุษย์แต่ละคน และลึกล้ำในการบอกเล่าถึงสิ่งลวงอันเกิดขึ้นจริงในสังคม
สำหรับผมแล้ว มิได้เจตนาจะให้ "เรื่องเล่า" ในคอลัมน์นี้เป็นเหมือนนวนิยายของอัลแบร์ กามู เพียงแต่ผมนำเอาปรัชญาว่าด้วยความเป็นมนุษย์ของกามู มองผ่าน "ข่าว" ลงลึกไปใน "คน" ซึ่งผมก็ยึดแก่นแกนของนวนิยายเรื่องนี้ ส่องคนส่องสังคมมาโดยตลอด
ปลายเดือนมกราคม ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล เลขาธิการมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการคณะอนุกรรมการฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ ใน กยน. ได้นำ นพ.เกษม วัฒนชัย องคมนตรี, วีรพงษ์ รามางกูร ประธาน กยอ., วิษณุ เครืองาม, วิเชียร ชวลิต, บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า เดินทางไปศึกษาดูงานโครงการปิดทองหลังพระสืบสานแนวพระราชดำริ จ.น่าน
คนกลุ่มนี้เป็นคลังสมอง ที่จะร่วมด้วยช่วยกันแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอย่างบูรณาการ ด้วยการนำแนวคิดการปลูกป่าเศรษฐกิจให้ "คนอยู่กับป่า" และ "ป่าอยู่กับคน" ของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ และมูลนิธิปิดทองหลังพระฯ เป็นต้นแบบในการฟื้นฟูป่าต้นน้ำ
ว่ากันว่า "คุณชายดิศนัดดา" มอบหมวกดาวแดงขลิบเหลืองให้แก่ "ดร.โกร่ง" และคณะ เมื่อเดินทางถึงโครงการเกษตรพื้นที่สูงภูพยัคฆ์ คล้ายจะบอกผู้มาเยือนให้รู้ว่า ณ ยอดภูสูงเสียดฟ้า กว่าจะเป็นดั่งที่เห็นกันอยู่ มันมีตำนานการต่อสู้ของผู้ถูกกดขี่ข่มเหง
ใน พ.ศ.สงครามเย็น ชาวม้งกับชาวลัวะที่ตั้งถิ่นฐานอยู่สองฝั่งแม่น้ำน่าน ได้เข้าร่วมกับ พคท. จับอาวุธต่อสู้กับอำนาจรัฐส่วนกลาง ทำการสู้รบ ศพแลกศพ เลือดล้างเลือด จนถึงวันที่สงครามยุติลงเมื่อปลายปี 2525
สองปีก่อน น้องนักข่าวเดินทางไปทำข่าวโครงการปิดทองหลังพระฯ ที่ภูพยัคฆ์ จึงได้พบ มงคล พรหมพินิจ กำนัน ต.ขุนน่าน ผู้ที่ติดต่อ "คุณชายดิศนัดดา" ให้มาทำโครงการดังกล่าวในพื้นที่ขุนน่าน
เหตุผลที่กำนันมงคลบอกกับคุณชายดิศนัดดาคือ ต.ขุนน่าน มี 15 หมู่บ้าน เป็นขุนน้ำน่าน หรือต้นน้ำน่าน มีคนหลายชนเผ่า เขาอยากให้ชาวบ้าน 15 หมู่บ้านตอนบนของขุนน่าน มีรายได้เพิ่มขึ้น เหมือนโครงการพัฒนาดอยตุงช่วยชุบชีวิตผู้คนแถวถิ่นนั้น
29 ตุลาคม 2552 มีการเปิดตัวโครงการปิดทองหลังพระฯ ด้วยแปลงนาขั้นบันได ที่บ้านเปียงซ้อ หมู่ 4 ต.ขุนน่าน ซึ่งกำนันมงคลฝันว่า ชาวบ้านจะมีรายได้เฉลี่ย 2.5 หมื่นบาทต่อปีต่อคน
กำนันมงคลเป็นชนเผ่าลัวะ เติบโตใต้ดวงตะวันแดง กระทั่งอายุ 15 ปี ในนาม "สหายบ่อเนิน" และพี่ชาย "สหายบ่อจง" ก็เข้าประจำการกองร้อยทหารท้องถิ่น 304 เขต 4 (ภูพยัคฆ์)
หลังองค์การนำ พคท.ล่มสลาย ภูพยัคฆ์คืนสู่สันติ กำนันมงคลพาครอบครัวทำไร่ข้าว ก่อนจะเข้าเมืองเป็นลูกจ้างโรงงาน รับจ้างแบกข้าวเปลือก กระทั่งวันหนึ่งเขาคืนสู่ภูสูงเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ผู้ใหญ่บ้าน และกำนันเมื่อปี 2550
วันนี้ กำนันมงคลมีบ้านเป็นของตัวเอง มีรถยนต์สองคัน โฮมสเตย์ 6 ห้อง ที่นาอีกจำนวนหนึ่ง ด้านการศึกษาก็สอบเทียบ ป.6 ม.3 และ ม.6 และเรียนจบปริญญาตรี โดยได้รับทุนจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งมีทุนให้เรียนต่อถึงปริญญาเอก
เขาตามตื๊อคุณชายดิศนัดดาอยู่นานเดือน กว่าจะนำโครงการปิดทองหลังพระฯ มาลงที่ขุนน่าน ด้วยหวังจะช่วยให้พี่น้องชาวลัวะมีอยู่มีกิน
ครึ่งศตวรรษที่แล้ว ชาวลัวะผู้ต่ำต้อยติดดิน ถูกกดขี่เหยียดหยาม และได้รับความไม่เป็นธรรมมากกว่าชนเผ่าอื่น บนเทือกภูสูงอันทอดยาวจรดแนวพรมแดนไทย-ลาว
เรื่องเล่าจากบรรพบุรุษว่าด้วยภาษีพิสดาร ภาษีถ่านไฟฉาย ภาษีเต้านม ภาษีฤดูหนาว ฯลฯ สุดแท้แต่ "นาย" จะรีดนาทาเร้น ยังจดจำเป็นตำนานเล่าขาน พวกเขาเป็นยิ่งกว่า "คนตกขบวน"
ไม่ว่าจะเดินใต้ดวงตะวันสีแดง หรือก้าวตามตะวันดวงไหน คนภูพยัคฆ์ไม่เคยลืมรอยอดีต หากไม่มีวันนั้น ก็ไม่มีวันนี้