'วาเลนไทน์'เงินสะพัด2.7พันล.

ม.หอการค้าสำรวจการใช้จ่ายช่วงวันวาเลนไทน์ คาดมีเงินสะพัด 2,791 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 5.13% เติบโตต่ำสุดในรอบ 6 ปี ชี้เป็นสัญญาณว่าเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ กลุ่มวัยรุ่นให้ความสำคัญมากสุด

          นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลสำรวจความคิดเห็นเรื่อง "ทัศนคติ พฤติกรรมและการใช้จ่าย ช่วงวันวาเลนไทน์ ปี 2555" พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับวันวาเลนไทน์ในระดับปานกลาง โดยกลุ่มที่ให้ความสำคัญมากคือ กลุ่มวัยรุ่น เนื่องจากเป็นเทศกาลเฉพาะ และส่วนใหญ่ยังเน้นการซื้อดอกไม้ โดยเฉพาะดอกกุหลาบ รองลงมาเป็นของขวัญและอาหาร ทำให้คาดว่าในปีนี้จะมีเงินสะพัดกว่า 2,791 ล้านบาท ขยายตัวจากปีก่อน 5.13% แต่เป็นการเติบโตต่ำสุดในรอบ 6 ปี จากปีที่ผ่านมีเงินสะพัด 2,655.43 ล้านบาท

          ทั้งนี้ ผลสำรวจระบุว่า ค่าใช้จ่ายสำหรับช่วงเทศกาลวันวาเลนไทน์โดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ 1,348.85 บาทต่อคน ซึ่งมีผู้ตอบแบบสอบถามมากถึง 53.4% ที่จะซื้อสินค้าในปริมาณเดียวกับปี 2554 ขณะ 46.6% ของผู้ตอบแบบสอบถาม กล่าวว่า จะซื้อดอกไม้เพิ่มขึ้น มีอยู่ 21.2% ที่ซื้อดอกไม้ลดลง และ 32.2% ซื้อเท่าเดิม

          สำหรับการประเมินถึงบรรยากาศโดยรวมปีนี้ พบว่า กลุ่มตัวอย่าง 39% มองว่าในปีนี้จะมีบรรยากาศคึกคักขึ้น เนื่องจากมีสถานที่ท่องเที่ยวมากขึ้น เศรษฐกิจดีขึ้น ขณะที่ 29.7% มองว่าจะคึกคักน้อยลง เนื่องจากสินค้าแพงขึ้น และเศรษฐกิจแย่ลง และอีก 31.3% คาดว่าบรรยากาศปีนี้จะไม่เปลี่ยนแปลง โดยวัยทำงานและครอบครัวยังมีการใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง สะท้อนว่าเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่

          "แม้การจับจ่ายช่วงวันวาเลนไทน์จะคึกคักขึ้นเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้เป็นการส่งสัญญาณถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโดยภาพรวม เพราะเป็นเทศกาลเฉพาะกลุ่ม การจับจ่ายจึงกระจุกตัวอยู่ที่กลุ่มวัยรุ่น ซึ่งไม่มีความกังวลในเรื่องผลกระทบน้ำท่วม และไม่รัดกุมที่จะใช้จ่าย" นายธนวรรธน์กล่าว

          ขณะที่สีของความรักที่สมหวังส่วนใหญ่มองว่า เป็นสีชมพู รองลงมาสีแดงและสีขาว ส่วนความหมายของความรักส่วนใหญ่มองว่า คือความสุข รองลงมา เป็นการร่วมทุกข์ร่วมสุขและกำลังใจ ส่วนนักการเมือง ที่ต้องการมอบดอกกุหลาบมากที่สุด 30.4% คือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รองลงมา 21.1% เป็นนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ 10.8% อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่มีความเป็นห่วงเรื่องการมีเพศสัมพันธ์ในวันวาเลนไทน์โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นและกลุ่มนักศึกษา 

          ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ยังประเมินว่า เศรษฐกิจในไตรมาส 1 จะขยายตัว 1.5-2% โดยส่วนใหญ่ประชาชนยังมีความเป็นห่วงปัญหาค่าครองชีพ และส่วนใหญ่ 62% เห็นด้วยหากกระทรวงพาณิชย์จะคุมราคาอาหารจานด่วนให้อยู่ในระดับ 25-30 บาท แต่หากมีความจำเป็นต้องปรับราคาอาหารผู้ประกอบการก็ควรค่อยๆ ปรับตามความเหมาะสมของค่าครองชีพไม่เกิน 5 บาท นอกจากนี้ ประชาชนส่วนใหญ่ 67.8% ยังไม่เห็นด้วยกับการขึ้นราคาพลังงานในช่วงนี้ เนื่องจากค่าครองชีพสูงอยู่แล้วและกลัวราคาสินค้าต่างๆ ขึ้นตามไปด้วย